Travel To South America

พาเที่ยวอเมริกาใต้ : 17 สถานที่ยอดนิยมจากเหนือจรดใต้

“อเมริกาใต้” ทวีปสุดขอบแดนโลกที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้ง ๆ ที่ภูมิภาคแห่งนี้ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ทั้งแหล่งอารยธรรมโบราณ เขตพื้นที่สัตว์ป่า ทะเล และแหล่งธรรมชาติอื่น ๆ ด้วยภูมิประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 มหาสมุทรใหญ่ มีเทือกเขาแอนดีสทอดยาว และลุ่มแม่น้ำอเมซอนที่ไหลผ่านหลายประเทศ ทำให้ภูมิภาคแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก บทความนี้ Allianz Travel เลยขอพาผู้อ่านไปเที่ยวอเมริกาใต้กัน กับ 17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่เราจะไล่เรียงกันตั้งแต่เหนือจรดใต้ จะน่าเที่ยวแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

1. Los Roques, Venezuela

มาเริ่มกันที่แรก กับประเทศที่อยู่เหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้อย่างเวเนซุเอลา หมู่เกาะ Los Roques ตั้งอยู่ห่างจากเมืองการากัสทางตอนเหนือของประเทศ ประมาณ 120 กิโลเมตร ซึ่งหมู่เกาะจะประกอบด้วยเกาะเล็กใหญ่กว่า 350 เกาะด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญของหมู่เกาะ Los Roques คงหนีไม่พ้นปะการังที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ โดยนักท่องเที่ยวชาวยุโรป นิยมมาล่องเรือ และดำน้ำดูปะการังกันที่หมู่เกาะค่ะ นอกจากนี้ ภายในหมู่เกาะ มีสัตว์น้ำและนกทะเลจำนวนมาก รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงประกาศให้บริเวณหมู่เกาะเป็นอุทยานแห่งชาติด้วยค่ะ

Los Roques, Venezuela

2. Angel Falls, Venezuela

นอกเหนือจากหมู่เกาะ Los Roques แล้ว น้ำตกเอนเจลนับเป็นอีกสถานที่ที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวเวเนซุเอลา น้ำตกเอนเจล เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงกว่าน้ำตกไนแอการาถึง 15 เท่า โดยน้ำที่ไหลมาจากภูเขา Auyantepu มีความสูงกว่า 950 เมตร น้ำตกเอนเจล ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเกียนา ติดกับประเทศกายอานา สำหรับการเดินทางมายังน้ำตกค่อนข้างทุลักทุเล เพราะต้องนั่งเครื่องบิน แล้วต่อด้วยเรือ จากนั้นก็เดินขึ้นที่ราบสูง ใครที่ชื่นชอบการผจญภัย ห้ามพลาดเลยค่ะ

Angel Falls, Venezuela

3. Tayrona National Park, Colombia

อุทยานแห่งชาติ Tayrona ประเทศโคลอมเบีย แหล่งรักษาพันธุ์สัตว์ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลแคริเบียน มีอาณาบริเวณกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งทางน้ำและทางบก มีความหลากหลายทางชีวภาพ และสายพันธุ์สัตว์กว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งนกทะเล สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และค้างคาว โดยจุดไฮไลต์สำคัญที่นอกเหนือการชมสายพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ แล้ว ก็คือการมาเดินเล่นริมชายหาดทะเล ที่มีความสวยงามด้วยพื้นหลังภูเขาและต้นมะพร้าว

Tayrona National Park, Colombia

4. The Amazon via Quito, Ecuador

กีโตเป็นทั้งเมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ และประตูสู่ป่าอเมซอน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นิยมเข้าสู่ป่าอเมซอนผ่านทางเมืองกีโต เพราะว่าพื้นที่ป่าอเมซอนของประเทศเอกวาดอร์ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลมีการจัดสรรพื้นที่ระหว่างเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตสงวนแห่งชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติ และสัตว์หายากที่หาดูที่ไหนไม่ได้ค่ะ นอกจากนี้ ด้วยความที่เมืองกีโต เป็นเมืองหลวงของประเทศ สำหรับใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ภายในเมืองก็มีอาคารเก่าแก่ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติให้เข้าเยี่ยมชมด้วยค่ะ

The Amazon via Quito, Ecuador

5. Galapagos Island, Ecuador

นอกเหนือจากป่าอเมซอนแล้ว สำหรับสายรักธรรมชาติ ที่อยากชมสัตว์หายากหลากหลายสายพันธุ์ หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ ถือเป็น “Must Bucket List” ที่ต้องไปให้ได้เลยค่ะ เพราะหมู่เกาะแห่งนี้ มีเต่ายักษ์ อิกัวนายักษ์ และสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์อื่น ๆ ที่หาชมที่ไหนไม่ได้ และถ้าใครเคยอ่านงานของชาร์ล ดาวิน ที่ว่าด้วยวิวัฒนาการทางธรรมชาติด้วยแล้วละก็ ต้องคุ้นเคยกับชื่อเกาะกาลาปากอสแน่ ๆ สำหรับหมู่เกาะกาลาปากอส เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟลาวา ประกอบไปด้วยเกาะหลัก 18 เกาะ ตัวหมู่เกาะอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ ประมาณ 900 กิโลเมตร

Galapagos Island, Ecuador

6. Machu Picchu, Peru

จากประเทศเอกวาดอร์ ลงใต้มาต่อกันที่ประเทศเปรู สถานที่แรกที่เราจะพาเที่ยวก็คือ มาชูปิกชู แหล่งอารยธรรมโบราณที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของชนเผ่าอินคา ก่อนที่จะเกิดการล่าอาณานิคมโดยชาวสเปน มาชูปิกชูเป็นพระราชวังของจักรพรรดิอินคา และเป็นสถานที่สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอินคา โดยตัวโบราณสถานตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีสเปรู สาเหตุที่มาชูปิกชูยังคงมีสภาพดี ก็เพราะว่า เมื่อชาวสเปนเข้ามายังประเทศเปรูแล้ว มาชูปิกชูถูกทิ้งร้างโดยชาวสเปนมาโดยตลอด จนกระทั่งศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีชาวอเมริกาค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ในศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่นั่นมา มาชูปิกชูได้รับการบูรณะ และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศเปรูจนถึงปัจจุบันค่ะ

Machu Picchu, Peru

7. Rainbow Mountain, Ausangate, Peru

ถัดจากมาชูปิกชู ภูเขาสายรุ้งบนเทือกเขาแอนดีส นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่หากไปเปรูแล้วต้องแวะไปให้ได้ ภูเขาสายรุ้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากแร่ธาตุและทรายแดงที่สะสมนานหลายร้อยปี ทำให้เกิดเป็นภูเขาที่มีหลากสีสันไล่เรียงเฉดกันไปเหมือนสายรุ้งนั่นเอง ภูเขาสายรุ้งตั้งอยู่ที่ความสูงกว่า 5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศจึงบางเบา อาจทำให้เหนื่อยง่ายและหายใจลำบาก การเดินทางไปนั้นอาจยากสักนิดเพราะไม่มีรถยนต์เข้าไปถึง ทำให้ต้องอาศัยการเดินหรือขี่ม้าขึ้นไป แต่รับรองว่าระหว่างทางเดินจะพบกับวิวทิวทิศน์ที่สวยงามไม่แพ้ภูเขาสายรุ้งเลยค่ะ

Rainbow Mountain, Ausangate, Peru

8. Laguna Verde, Bolivia

เขยิบลงมาใต้อีกนิด กับประเทศโบลิเวีย Laguna Verde ทะเลสาบสีเขียวมรกต ที่มีภูมิทัศน์ข้างหลังเป็นภูเขาไฟลาวา Licancabur ตัวทะเลสาบตั้งอยู่บนเขตสวงนแห่งชาติโบลิเวีย กลางเทือกเขาแอนดีส สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร มีพื้นที่อาณาบริเวณประมาณ 5.2 กิโลเมตร Laguna Verde ไม่ได้มีดีเพียงแค่ทะเลสาบสีเขียวมรกตเท่านั้น เพราะภูเขาไฟลาวา Licancabur ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะการปีนขึ้นจุดสูงสุด แล้วมองลงมายังทะเลสาบสีเขียวมรกต นอกจากนี้ ภายในเขตสงวนแห่งชาติยังมีสัตว์หายากอย่างนก ฟลามิงโกให้ชมกันด้วยค่ะ

Laguna Verde, Bolivia

9. Lake Titicaca, Bolivia

ทะเลสาบ Titicaca ประเทศโบลิเวีย ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ครอบคลุมอาณาบริเวณสองประเทศคือ โบลิเวียและเปรู ทะเลสาบอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,800 เมตร ประกอบไปด้วยเกาะเล็กใหญ่กว่า 41 เกาะ ซึ่งมีผู้คนพักอาศัยอยู่จริง ๆ ภายในทะเลสาบ Titicaca มีสัตว์น้ำอาศัยและดำรงชีพ มากกว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและชีวภาพเป็นอย่างมาก

Lake Titicaca, Bolivia

10. Salar de Uyuni, Bolivia

มาถึงสถานที่สุดท้ายของประเทศโบลิเวีย กับ Salar de Uyuni ซึ่งเป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 3,500 เมตร ไฮไลต์สำคัญของทะเลเกลือแห่งนี้คือ สีขาวละลานตาของเม็ดเกลือ ตัดกับ สีฟ้าใสของนภา เกิดเป็นภาพสวยงามจับตา โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มวลทรายปกคลุมทั่วผืนน้ำ เปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ส่องแสงระยิบระยับ สะท้อนมนต์เสน่ห์แห่งทะเลเกลือ รับรองว่ามาเที่ยวแล้ว ต้องได้ภายสวย ๆ ไปอวดเพื่อนแน่นอนค่ะ ^^

Salar de Uyuni, Bolivia

11. Fernando de Noronha, Brazil

Fernando de Noronha เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ห่างจากชายฝั่งบราซิลประมาณ 354 กิโลเมตร หมู่เกาะแห่งนี้ ประกอบไปด้วย 21 เกาะย่อย แต่มีเพียงแค่เกาะเดียวเท่านั้นที่มีคนอาศัยอยู่ค่ะ โดยมีพื้นที่ขนาดประมาณ 18.4 กิโลเมตร และในแต่ละวัน จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามายังหมู่เกาะ เพียงแค่ 420 คนเท่านั้น เพื่ออนุรักษ์ให้ชายหาด ปะการัง และสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ถ้าใครมาเที่ยวที่หมู่เกาะแห่งนี้ จะพบกับฝูงโลมาที่แหวกว่ายเคียงข้างกับเรือท่องเที่ยวเลยค่ะ

Fernando de Noronha, Brazil

12. Iguazu Falls, Brazil

น้ำตกอิกวาซู น้ำตกที่สามารถมองเห็นได้ทั้งจากฝั่งบราซิลและอาร์เจนตินา โดยคำว่า “อีกวาซู” มาจากภาษากวารานี (Guarani) ของชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม แปลว่าน้ำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็ใหญ่สมชื่อจริง ๆ เพราะมีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูง 269 ฟุต ใหญ่กว่าน้ำตกไนแอการาถึง 30 เท่า และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอีกด้วยค่ะ
น้ำตกอิกวาซูได้รับสมญานามว่าน้ำตกสองสัญชาติ หรือน้ำตกสองแผ่นดิน ฝั่งอาร์เจนตินาจะมีพื้นที่ใหญ่กว่าประมาณ 80% ส่วนฝั่งบราซิลพื้นที่น้อยกว่า เดินแค่ 2 ชั่วโมงก็ทั่วแล้วค่ะ วิวที่เห็นจะเป็นวิวแบบพาโนรามา และยังมีจุดชมวิวและสะพานทอดยาวไปถึงตัวน้ำตก ให้เราได้สัมผัสความชุ่มช่ำกันได้เต็มๆ หรือจะล่องเรือเพื่อชมความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกอย่างใกล้ชิดก็ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบค่ะ

Iguazu Falls, Brazil

13. Torres del Paine National Park, Chile

จากบราซิล มาต่อกันที่ประเทศชิลี กับอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine อุทยานแห่งชาติที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบ และแม่น้ำ โดยตัวอุทยานตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศชิลิกินอาณาบริเวณประมาณ 1,800 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติ Torres del Paine นับเป็นอุทยานที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในประเทศชิลี โดยเฉลี่ยแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 252,000 คน
สำหรับกิจกรรมภายในอุทยานแห่งชาติ มีทั้งการเดินเขา เดินป่า ซึ่งมีหลากหลายเส้นทางให้เลือกเดิน หรือใครอยากชมความงามของทะเลสาบ ก็สามารถล่องเรือชมทะเลสาบและธารน้ำแข็งได้ค่ะ

Torres del Paine National Park, Chile

14. Easter Islands, Chile

เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) เป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิคอย่างโดดเดี่ยว ห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ขนาดของเกาะมีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร และมีความยาวเพียง 25 กิโลเมตรเท่านั้น ก่อนที่จะมีคนมาอยู่อาศัย ที่นี่ก็มีแค่นกทะเล และแมลงปอเท่านั้นเองค่ะ ส่วนพระเอกตัวจริงที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนก็คือเจ้ารูปปั้นยักษ์แกะสลักเป็นหน้าคน ที่เรียกว่า “โมอาย” เจ้าโมอายนี้ กระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะประมาณ 887 ตัว รวมทั้งตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ และเสียหายระหว่างการขนย้ายด้วย บางตัวมีแค่ส่วนหัว บ้างก็มีส่วนลำตัวที่ส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดของตัวโมอายที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงถึง 10 เมตรน้ำหนักกว่า 82 ตัน
ปัจจุบัน รูปปั้นโมอายแห่งเกาะอีสเตอร์ ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก โดยองค์กร UNESCO ประกอบกับในปี ค.ศ.1888 เกาะแห่งนี้ถูกผนวกรวมเข้ากับประเทศชิลีและมีการสร้างสนามบินขึ้น เกาะอีสเตอร์จึงกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศชิลีเลยค่ะ

Easter Islands, Chile

15. Valle de la Luna and Atacama Desert, Chile

ทะเลทรายอาตากามา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศชิลี โดยตัวทะเลทรายอาตากามาตั้งอยู่ติดกับคาบสมุทรแปซิฟิกทางฝั่งตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส มีความยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เป็นทะเลทรายที่มีค่าเฉลี่ยของน้ำฝนต่อปีอยู่ที่ประมาณ 15 มิลลิเมตร แต่จะมีค่าความชื้นเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม หรือ ฤดูหนาว เพราะลมที่ถูกพัดมาจากขั้วโลกใต้ได้พาหิมะพัดผ่านเงาฝนมาด้วยนั่นเอง หิมะและลมเหล่านั้นนำพาเกลือมาจากคาบสมุทรแอนตาร์กติกา มีผลให้ปริมาณเกลือที่ตกค้างเกิดผลึกก่อตัวกับพื้นดิน ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายกับพื้นผิวบนดวงจันทร์ ที่มีชื่อว่า El Valle de la Luna

Valle de la Luna and Atacama Desert, Chile

16. Los Glaciares National Park, Argentina

มาถึงประเทศสุดท้ายกับประเทศอาร์เจนติน่า ที่แรกที่เราจะพาไปเที่ยวก็คือ อุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส สวรรค์ของเหล่านักผจญภัย เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังมีเส้นทางการเดินป่าติดอันดับต้น ๆ ของโลก คนที่ชอบปีนเขา ตั้งแคมป์ ลุยป่า จะต้องหลงรักที่นี่แน่นอนค่ะ
อุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรสได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปี ค.ศ. 1981 และถูกจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของอาร์เจนตินา พื้นที่ 1 ใน 3 ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ แม่น้ำ และภูเขารูปทรงแปลกตามากมายที่เกิดจากการกัดกร่อนของลมมากว่าหลายพันล้านปี เหมือนได้หลุดไปในโลกน้ำแข็งเลยค่ะ

Los Glaciares National Park, Argentina

17. Mendoza Wine Region, Argentina

มาถึงสถานที่สุดท้าย กับเมืองเมนโดซา เมืองแห่งไวน์ ประเทศอาร์เจนติน่า เพียงแค่ย่างก้าวเข้าเมืองเมนโดซากลิ่นไวน์ก็ลอยมาแตะจมูกแล้วค่ะ เพราะที่นี่เป็นเมืองผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงของโลก มีไวน์ชั้นดี รสชาติเยี่ยม และยังโดดเด่นเรื่องทิวทัศน์ที่งดงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ทั้งเมืองจะมีสวนไวน์ ที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้และไร่องุ่น สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย ทั้งปีนเขา เดินป่า ขี่ม้า ล่องเรือ และชมโรงบ่มไวน์ ถ้าใครมาช่วงมีนาคม-เมษายน จะมีเทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นซึ่งเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของเมนโดซา เป็นเหมือนการเลี้ยงฉลองประจำปี มีทั้งการเต้นรำและจุดพลุ นอกจากนี้ ภายในเมืองยังมีร้านอาหาร ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ และอาคารสวยงามต่าง ๆ ให้เที่ยวชมอย่างจุใจเลยค่ะ

Mendoza Wine Region, Argentina

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของทวีปอเมริกาใต้ ต้องบอกเลยว่า สถานที่ที่เราแนะนำ เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น เพราะแต่ละประเทศ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปอีกเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบอุทยานแห่งชาติ ป่าไม้ หรือสัตว์หายาก ไปเที่ยวประเทศแถบอเมริกาใต้ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Best Places to Visit South America

FOLLOW US ON FACEBOOK