หน้าปก_นครวัด_Angkor_wat

เสน่ห์มนต์ขลังของ “นครวัด” ที่ต้องลองไปสัมผัสแล้วจะรัก

เสน่ห์มนต์ขลังของ

เสน่ห์มนต์ขลังของ “นครวัด” ที่ต้องลองไปสัมผัสแล้วจะรัก

วันนี้ Allianz Travel เรามีแหล่งท่องเที่ยวสุดอลังการที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นแหล่งมรดกโลกมาแนะนำทุกท่าน สถานที่ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังและความยิ่งใหญ่ จนทำให้ได้รับการขนานนามว่ามีความสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมจนติดอันดับ 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในอาเซียนอีกด้วย เก็บเป็นลิสต์ไว้ก่อน ถ้าเราสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้เมื่อไหร่ จะได้มีจุดมุ่งหมายในการออกเดินทางไปเที่ยวกัน เพราะอยู่ใกล้ ๆ แค่กัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง การเดินทางง่ายมากค่ะ เพียงนั่งเครื่องบินออกจากสนามบินนานาชาติดอนเมือง ไปยังนามบินเสียมเรียบอินเตอร์เนชั่นแนล ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถเที่ยวได้ทันทีแบบไม่เสียเวลาไปกับเดินทางนาน ๆ เลยค่ะ

เราจะพาทุกท่านไปเที่ยวชม “นครวัด” ศาสนสถานสำคัญของโลก ณ ประเทศกัมพูชา ไปชมสถาปัตยกรรมขอมโบราณที่ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินเสียมเรียบเพียง 15 นาทีเท่านั้น

นครวัด
นครวัด

นครวัดเป็นศาสนสถานสุดยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศกัมพูชาที่หลายคนทั่วโลกต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี นครวัดสร้างในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันค่ะ นักท่องเที่ยวมักจะนิยมเที่ยวกันในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศดีไม่ร้อนจนเกินไป อุณหภูมิจะอยู่ที่ 25-30 องศาเท่านั้นเองค่ะ

นครวัด

นครวัดเป็นศาสนสถานที่สร้างตามคติความเชื่อทางศาสนาของผู้สร้างในขณะนั้น และการก่อสร้างค่อนข้างกินเวลานานทำให้นครวัดได้รับอิทธิพลจากศาสนาความเชื่อถึง 2 ศาสนา คือแรกเริ่มเป็นศาสนาฮินดูและเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธในตอนท้าย ผังการสร้างปราสาทนครวัดทำเสมือนเป็นแบบภูเขา มีระเบียงคดที่มีภาพสลัก การสร้างปราสาทรูปแบบนี้สื่อถึงเขาพระสุเมรุ ซึ่งตามความเชื่อนั้น เขาพระสุเมรุเป็นสถานที่ที่สถิตของเทพและเทวดาในปกรณัมของศาสนาฮินดู ด้านนอกมีคูน้ำและกำแพงล้อม โดยตัวปราสาทประกอบด้วยระเบียงคดสี่เหลี่ยมที่มีภาพสลักทั้งหมดสามชั้น แต่ละชั้นตั้งอยู่สูงกว่าชั้นล่าง ตรงกลางของปราสาทคือพระปรางค์ที่มีทั้งหมด 5 ยอด นครวัดมีความแตกต่างจากปราสาทในพระนครปราสาทอื่น ๆ เนื่องจากมีการหันหน้าไปทางทิศตะวันตก

นครวัดได้รับการยกย่องในด้านความงามและความกลมกลืนของตัวสถาปัตยกรรม ภาพสลักฝาผนังที่เด่น ๆ สำคัญ ๆ ฝั่งหนึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ที่ทุ่งกุรุเกษตรของมหากาพย์มหาภารตะ (มหากาพย์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) และ อีกฝั่งเป็นเนื้อหา เกี่ยวกับความเชื่อ โลกสวรรค์ – โลกมนุษย์ – โลกนรก ซึ่งก็คือ เรื่อง บาป- บุญ ของศาสนาพุทธ รายละเอียดของจิตรกรรมต่าง ๆ เป็นเรื่องราวที่เข้มข้นน่าติดตาม

นครวัด
นครวัด

นอกจากนั้นแล้วยังมีสถาปัตยกรรมส่วนอื่น ๆให้ชมอีกมากมาย อาทิเช่น ปราสาทตาพรหม ที่ต้นไม้เลื้อยพันไปกับตัวปราสาทที่เป็นฉากสำคัญในการถ่ายหนัง Holly Wood ที่แองโจลิน่า โจลีห์ แสดงนำอย่างเรื่อง Tomb Raider อีกด้วยนะคะ ตัวสถานที่กว้างใหญ่น่าค้นหาจริง ๆ

นครวัด
นครวัด

พูดถึงการเดินทางไปนครวัดก็ง่าย ความสวยงามยิ่งใหญ่ของสถานที่ก็น่าตื่นเต้น น่าสนใจ ทั้งเรื่องราวความเป็นมาและศิลปะของสถาปัตยกรรมแบบเขมรก็ยิ่งใหญ่ตระการตา อยากให้ลองจัดไปสักทริปค่ะ จะต้องเป็นอีกทริปที่คุณหลงรักแน่นอน ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง ที่พักมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนหลักหลายพันบาท นอกจากชมสถาปัตยกรรมอย่าพลาดไปสัมผัสวิถีชีวิต ตลาด ร้านอาหารท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วยตนเองด้วยนะคะ

นครวัด
นครวัด

ถ้าอยากเที่ยวแบบอุ่นใจ ไร้กังวล ในการไปเที่ยวต่างแดนแบบนี้ อย่าลืมเลือกทำประกันการเดินทางกับ Allianz Travel นะคะ เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูลจาก :
เที่ยวกัมพูชา ชมความยิ่งใหญ่ ปราสาทนครวัดนครธม

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
03-20 Check in East Europe 1200x628

ยุโรปตะวันออก: เช็คอิน 20 เมืองน่าเที่ยว

เช็คอิน 20 เมืองน่าเที่ยว ยุโรปตะวันออก

ยุโรปตะวันออก: เช็คอิน 20 เมืองน่าเที่ยว

เมื่อพูดถึงทวีป “ยุโรป” หลาย ๆ คน คงนึกถึงประเทศในแถบทวีปยุโรปตะวันตกกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ ล้วนเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ยุโรปไม่ได้มีดีเพียงแค่ยุโรปตะวันตกเท่านั้นค่ะ ประเทศในแถบยุโรปตะวันออกเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย รวมไปถึงสถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน และโบสถ์ยุคกลางที่ยังคงความสมบูรณ์ วันนี้ Allianz Travel เลยไม่รอช้า ขออาสาเป็นไกด์ พาทุกคนไปเที่ยว 20 เมืองยุโรปตะวันออกกันค่ะ

1. Bucharest, Romania

มาเริ่มกันที่เมืองแรกเลยค่ะกับเมืองบูคาเรสต์ เมืองหลวงของประเทศโรมาเนีย บูคาเรสต์เคยได้ฉายาว่า “Little Paris” ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ด้วยความทันสมัยของอาคารบ้านเรือนและรสนิยมของชาวเมืองที่คล้าย ๆ กับเมืองปารีสของฝรั่งเศส ณ ขณะนั้น

เมืองบูคาเรสต์ มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ท่องเที่ยวชมมากมาย แต่ที่โดดเด่น และถือเป็นไฮไลต์พลาดไม่ได้เลย ก็คือ พระราชวังรัฐสภา ซึ่งมีความหรูหราและอลังการ เทียบเท่าได้กับเพนตากอนของสหรัฐเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมอีกหลายแห่งที่มีความโดดเด่น อาทิ คอนเสิร์ตฮอลล์ Romanian Athenaeum, มหาวิทยาลัยบูคาเรสต์ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เป็นต้น

Bucharest, Romania

2. Sibiu, Romania

จากเมืองหลวงบูคาเรสต์ ขึ้นเหนืออีกนิดไปที่เมืองซีบีอู แคว้นทรานซิลวาเนีย ซีบีอูเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมยุโรปเมื่อปี ค.ศ. 2007 และเป็นเมืองมรดกโลกที่มีความเก่าแก่ทางสถาปัตยกรรม ด้วยบริเวณเมืองเก่าเป็นชุมชนของชาวเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ จึงเต็มไปด้วยบ้านเรือนศิลปะแบบบาโรคและโกธิค สำหรับสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ พิพิธภัณฑ์พระราชวัง Brukenthal, จตุรัส Piaata Mare และร้านอาหาร Crama Sibiu Vechi และเมื่อมายังแคว้นทรานซิลวาเนียแล้ว ใครที่ชื่นชอบการปีนเขา ที่นี่ก็มี Transylvania Mountain Trail ด้วยค่ะ โดยเส้นทางปีนเขาทรานซิลวาเนีย เป็นจุดหมายปลายทางของนักปีนเขาจำนวนมาก ด้วยความสวยงามของภูเขา Carpathian บวกกับภาพวิวทิวทัศน์ปราสาท Bran ปราสาทที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 และตั้งตระหง่าอยู่กลางภูเขาล้อมรอบด้วยป่าไม้

Sibiu, Romania

3. Bratislava, Slovakia

จากประเทศโรมาเนีย มาเที่ยวกันต่อที่เมืองหลวงของประเทศสโลวาเกีย กับเมืองบราติสลาวา เมืองที่อยู่ติดชายแดนกับประเทศออสเตรีย สามารถนั่งรถไฟมาจากกรุงเวียนนาได้ บราติสลาวา เป็นเมืองเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลาง มีปราสาทเนินเขาบราติสลาวาเป็นจุดเด่นสำคัญ และเมื่อมาเที่ยวบราติสลาวาแล้ว ก็ห้ามพลาดการเยี่ยมชมพระราชวัง Primatial โรงละคร Slovenske narodne divadlo รวมไปถึงการเดินหาอาหารพื้นเมืองทานที่จตุรัสเมืองเก่า ซึ่งที่นั้นจะมีร้านอาหาร ผับ บาร์ และตลาดนัด ให้เดินเล่นและทานอาหารกันอย่างเพลิดเพลินเลยค่ะ

Bratislava, Slovakia

4. Skopje, Macedonia

สโกเปีย เมืองหลวงของประเทศมาซิโดเนียที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในอดีต สโกเปียเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของหลายอาณาจักร เช่น โรมัน ไบแซนไทน์ บัลกาเรียน เซอร์เบีย และออโตมันซึ่งปกครองเมืองยาวนานกว่า 500 ปี ด้วยเหตุนี้ สโกเปียจึงเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมทั้งคริสเตียนและอิสลาม ผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว

สำหรับสถานที่เที่ยวน่าสนใจ อาทิ จตุรัสมาซิโดเนีย, ประตูชัยมาซิโดเนีย, โบสถ์แม่ชีเทเรซ่า, โรงละครแห่งชาติมาซิโดเนีย เป็นต้น

Skopje, Macedonia

5. Dubrovnik, Croatia

ดูโบรฟนิก ไข่มุกแห่งทะเลอเดรียติค เมืองเก่าแก่ติดชายทะเลทางตอนใต้ของโครเอเชียที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากนักท่องเที่ยว ด้วยการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Game of Thrones ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันจำนวนมากค่ะ

ดูโบรฟนิกเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปยุคกลาง ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรปตะวันออก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 ดูโบรฟนิกมีศิลปและวัฒนธรรมสไตล์ยุโรปยุคกลางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ พิพิธภัณฑ์ หรือประติมากรรม และสถานที่เที่ยวที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ การเดินตามกำแพงเมืองเพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์เมืองและทะเลอเดรียติคค่ะ

Dubrovnik, Croatia

6. Split, Croatia

จากดูโบรฟนิก ขึ้นเหนือเลียบชายฝั่งมายังเมืองสปลิต เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของทะเลอเดรียติค และเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศโครเอเชียด้วยค่ะ เมื่อมาเที่ยวยังเมืองสปลิตแล้ว ก็พลาดไมได้เลยที่จะไป เยือนพระราชวังไดโอคลีเชียน พระราชวังที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิไดโอคลีเชียนเมื่อศตวรรษที่ 4 และปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยค่ะ โดยตัวพระราชวัง เปรียบเสมือนศูนย์กลางของเมือง ที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และถนนคนเดิน

สำหรับใครที่ชื่นชอบการเล่นน้ำทะเล ที่เมืองสปลิตก็มีชายหาดสีขาวสวยงามหลากหลายหาดให้เล่นน้ำทะเลกันด้วยค่ะ

Split, Croatia

7. Belgrade, Serbia

จากโครเอเชีย ย้ายมาเที่ยวที่เซอร์เบียกับเมืองเบลเกรด เมืองหลวงของประเทศเซอร์เบีย ซึ่งเบลเกรดเป็นศูนย์กลางทางการค้า วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เป็นดินแดนที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของยุโรป สำหรับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ หลาย ๆ แห่งในเมืองเบลเกรดตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ทหารเบลเกรด ซึ่งมีวัตถุโบราณกว่า 3,000 ชิ้น หรือจะแวะพักผ่อนที่สวนสาธารณะเคลเมกเดน สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่รอบป้อมปราการ และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเซอร์เบียที่จะพาเราดื่มด่ำไปกับงานศิลปะกว่า 400,000 ชิ้นจากหลากหลายยุคสมัย

เบลเกรดเป็นเมืองที่แม่น้ำสองสายดานูบและซาวาไหลมาบรรจบกัน เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเบลเกรดคือเป็นเมืองราบลุ่มที่มีเนินต่ำสลับ โดยมีทิวเขาสองแห่งตั้งเป็นกำแพงอยู่ทางใต้ ในฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิหนาวจัด เหมาะแก่การท่องเที่ยวค่ะ

Belgrade, Serbia

8. Liubljana, Slovenia

ลูบลิยานา เมืองหลวงของประเทศสโลวีเนีย ตั้งอยู่ใจกลางของทวีปยุโรประหว่างเทือกเขาแอลป์ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และที่ราบแพนโนเนียน ลูบลิยานา เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหารและโรงแรม โดยใจกลางเมืองจะเป็นจตุรัสขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยแม่น้ำลูบลิยานาที่ไหลผ่าน ซึ่งทางรัฐบาลได้จัดให้พื้นที่จตุรัสกลางเมืองเป็นพื้นที่ห้ามรถวิ่ง ทำให้มีร้านอาหาร และคาเฟ่ตลอดสองข้างทางเลียบแม่น้ำ เหมาะแก่การปั่นจักรยานเล่นกลางเมือง และถ้าใครอยากชมสถาปัตยกรรมแบบสโลวีเนีย ก็อย่าลืมแวะไปที่ปราสาทลูบลิยานา และห้องสมุดแห่งชาติ ทั้งสองสถานที่ล้วนมีความสวยงามตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมสโลวีเนีย

Liubljana, Slovenia

9. Warsaw, Poland

วอร์ซอเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศโปแลนด์ เป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็กกล้า รถยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาอีกด้วย โดยสถานที่เที่ยววอร์ซอแบ่งได้เป็นสามโซนหลัก ๆ ด้วยกันคือ โซน Old Town โซน Royal Route และโซนเมืองใหม่

โซนเมืองเก่าเป็นโซนที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ภายหลังจากการเสียหายจากภัยสงครามโลก สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในโซนเมืองเก่า ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งโดยคงรูปแบบเดิมเอาไว้ และสำหรับใครที่อยากศึกษาประวัติศาสตร์เมืองเก่าแห่งนี้ ก็มีพิพิธภัณฑ์ Warsaw Rising Museum ที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์เมืองให้ศึกษาอีกด้วยค่ะ

Warsaw, Poland

10. Krakow, Poland

จากวอร์ซอ มาต่อกันที่เมืองคราโคว เมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศโปแลนด์ และเป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยไฮไลต์ของเมือง อยู่ที่ย่าน Old Town ซึ่งจะมีอาคารบ้านเรือน พระราชวัง และโบสถ์เก่าแก่จำนวนมาก ที่เที่ยวที่ห้ามพลาดเลยก็คือ ปราสาทพระราชวังวาเวล และโบสถ์ St. Adabert โบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุเกือบพันปี และปิดท้ายทริปด้วยการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Schindler พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในสมัยที่กองทัพนาซีของเยอรมันเข้ายึดครองเมือง ซึ่ง พิพิธภัณฑ์ Schindler ตั้งอยู่บนโรงงานเดิมของ Oscar Schindler นักอุตสาหกรรมชาวเยอรมันที่ได้ช่วยชีวิตชาวยิวในเมืองคราโควกว่า 1,200 คน เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยค่ะ

Krakow, Poland

11. Sofia, Bulgaria

เมื่อพูดถึงประเทศบัลแกเรีย หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงโยเกิร์ตกันเป็นอันดับแรก แต่บัลแกเรียไม่ได้มีดีแค่โยเกิร์ตนะคะ เพราะบัลแกเรียเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และเมืองที่เราจะพาไปเที่ยววันนี้ก็คือเมืองหลวงของประเทศ อย่างเมืองโซเฟียค่ะ

โซเฟียเป็นเมืองหลวงสุดน่ารักที่เต็มไปด้วยอาคารเกร๋ ๆ แต่งแต้มไปด้วยสีพาสเทล เหมาะแก่การเดินเล่นชิล ๆ และถ่ายรูปสวย ๆ เป็นที่ระลึก ขณะที่ ภายในเมืองก็มีร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหารจำนวนมากในบริเวณมาร์เก็ตฮอลล์ และหากใครไปโซเฟียทั้งทีก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวอาสนวิหารอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี (Alexander Nevsky Cathedral) โบสถ์สไตล์ออร์โธด็อกซ์ของบัลแกเรีย จากนั้นแวะไปเที่ยวที่โบสถ์โบยานา (Boyana Church) โบสถ์เล็ก ๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดูข้างนอกอาจจะธรรมดา แต่ภายในเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงามค่ะ

Sofia, Bulgaria

12. Tallinn, Estonia

จากบัลแกเรีย มาต่อกันที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างเอสโตเนีย กับเมืองหลวงทาลลินน์ เมืองเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงามมากมาย และตลอดสองข้างทางของเมือง ก็เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และร้านคาเฟ่ โดยไฮไลต์สำคัญของเมืองคือการเยี่ยมชม ทาวน์ฮอลล์สไตล์โกธิคที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป รวมไปถึงแลนมาร์คสำคัญของเมืองอย่างโบสถ์เซนต์โอลาฟ ซึ่งภายในโบสถ์จะมีจุดให้เราชมวิวทิวทัศน์เมืองแบบ 360 องศา

เอสโตเนีย มีขนาดพื้นที่โดยรวมแค่ประมาณ 45,227 ตารางกิโลเมตร (17,462 ตารางไมล์) ทางทิศเหนือจะติดกับอ่าวฟินแลนด์ ทิศตะวันตกติดกับทะเลบอลติก ทิศใต้ติดกับปะเทศลัตเวีย ส่วนทางทิศตะวันออกจะติดกับประเทศรัสเซียนั่นเอง ทำให้สามารถเที่ยวหมดได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ และสามารถนั่งรถไฟมาจากทางประเทศรัสเซียหรือทางลัตเวียได้ค่ะ

Tallinn, Estonia

13. Riga, Latvia

ริกา เมืองหลวงของประเทศลัตเวียที่ตั้งอยู่ริมทะเลบอลติก หนึ่งในสามประเทศเกิดใหม่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ริกาได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ “อาร์ตนูโว” (Art Nouveau) ด้วยความโดดเด่นของเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโว ซึ่งหมายถึงการใช้รูปแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้และพืชอื่น ๆ มาทำเป็นลวดลายเส้นโค้งที่อ่อนช้อย ประดับทั้งภายในและภายนอกอาคาร

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายในเมือง อาทิ Central Market, The Riga Art Nouveau Center, House of Blackheads, Latvia National Museum of Art เป็นต้น

ริกา เป็นเมืองชิล ๆ สีสันสดใส ที่สามารถเดินเล่นได้รอบเมืองเลยค่ะ ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรม เดินไปทางไหน เป็นอันต้องหยุดเพื่อแชะภาพเป็นที่ระลึก ที่สำคัญ เป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้หมดภายในหนึ่งวัน

Riga, Latvia

14. Vilnius, Lithuania

จากลัตเวีย ลงทางใต้มายังประเทศลิธัวเนียที่เมืองวีลนิอุส เมืองหลวงของประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเพราะความเก่าแก่ยาวนานของประวัติศาสตร์ และความสวยงามของตัวอาคารบ้านเรือนที่มีอายุมาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง ตัวเมืองวิลนีอุสมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ สองสายไหลผ่านได้แก่ Neris กับ Vilnia จึงทำให้ภายในบริเวณเขตตัวเมืองเก่านั้นมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มไปทั่วทั้งเมือง และบริเวณจัตุรัสเมืองหรือ Town Hall Square จะมีสไตล์การปลูกสร้างเป็นศิลปะแบบบาโรค และบางส่วนก็จะมีส่วนผสมของศิลปะแบบโกธิครวมอยู่ด้วยค่ะ

เมื่อมายังเมืองวีลนิอุสแล้ว อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดก็คือ การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สังหารหมู่ (Museum of Genocide) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมความโหดร้ายของการกดขี่และการสังหารหมู่ชาวลิธัวเนีย ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตนานกว่า 50 ปี

Vilnius, Lithuania

15. Kotor, Montenegro

กอเตอร์ เมืองโบราณที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ตั้งอยู่ติดทะเลอเดรียติค มีประวัติศาสตร์เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน เคยเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล และศูนย์การค้าที่สำคัญในแถบทะเลเอเดรียติก กอเตอร์เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศสวยงาม รายล้อมด้วยเทือกเขาและอ่าวกอเตอร์ ภายในเมืองมีกำแพงเมือง ป้อมปราการจากอดีต คูคลองที่เชื่อมกับอ่าว และอาคารบ้านเรือนแบบยุคกลางที่ยังคงอนุรักษ์ความเก่าแก่ไว้ได้เป็นอย่างดี จนความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกค่ะ

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่ กำแพงเมืองและป้อมกอเตอร์ กำแพงและป้อมเก่าแก่ที่ยังคงความสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป, โบสถ์เลดี้ออฟเดอะร็อคส์ โบสถ์พระแม่มารีที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ, ปราสาทแห่งซาน จีโอวานนี ปราสาทเก่าแก่ยุคกลาง, โบสถ์แห่งกอเตอร์ โบสถ์โรมันคาทอลิกเก่าแก่ในเมือง

Kotor, Montenegro

16. Sarajevo, Bosnia and Hercegovina

ซาราเยโวเป็นมืองหลวงของประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งเมื่อทศวรรษ 1990 ทั้งเมืองเคยกลายเป็นซากปรักหักพังจากภัยสงครามกลางเมืองก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมา กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองยอดนิยมเมืองหนึ่งของประเทศ

เมื่อมาถึงซาราเยโวแล้ว พลาดไม่ได้เลยที่จะต้องไปดู Kovaci Memorial Cemetery สุสานขนาดใหญ่สำหรับฝังศพชาวบอสเนียที่ทำการสู้รบกับชาวเซิรบ์ในสงครามกลางเมืองเมื่อทศวรรษ 1990 รวมไปถึงการเยี่ยมชม Sarajevo Tunnel Museum พิพิธภัณฑ์ที่ครั้งหนึ่งชาวบอสเนียเคยใช้เป็นอุโมงค์เพื่อหลบหนีออกไปนอกเมือง และใช้เป็นที่ส่งเสบียงอาหารเข้ามายังภายในเมือง สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ Gazi Husrev-beg Mosque, Latin Bridge, Jewish Museum, Sarajevo Town Hall เป็นต้น

Sarajevo, Bosnia and Hercegovina

17. Prague, Czech Republic

ปราก เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐเช็ก ปรากได้รับฉายาว่า “The City of a Hundred Spires” หรือ “เมืองแห่งหนึ่งร้อยยอด” เนื่องจากทั้งเมืองเต็มไปด้วยความสวยงามและเงียบสงบท่ามกลางขุนเขา อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางอาณาจักรโบราณมาเนิ่นนานตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล เมืองปรากจึงเต็มไปด้วยเรื่องราว เรื่องเล่า และสถาปัตยกรรมเก่าแก่จำนวนมาก จนทำให้ปรากได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1992 และนับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกด้วยค่ะ

สำหรับสถานที่เที่ยวน่าสนใจ อาทิ
• สะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่คู่เมือปราก สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1357
• ปราสาทปราก ปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และภายในปราสาทยังมีสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ ถนนทองคำ, มหาวิหารบาซิลลิกา ออฟ เซนต์จอร์จ, พระราชวังเก่า
• หอนาฬิกาดาราศาสตร์ หอนาฬิกาเก่าแก่ที่ติดตั้งครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1410 และยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน
• ซุ้มประตูเมือง Powder Tower ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณย่านโซนเก่า สร้างด้วยสถาปัตยกรรมโกธิค ด้านบนเป็นหอคอยจุดชมวิวเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

Prague, Czech Republic

18. Olomouc, Czech Republic

จากกรุงปราก มาเที่ยวกันต่อที่เมืองโอโลโมซ ซึ่งตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภูมิภาค Moravia เคยเป็นเมืองหลวงเก่ามาก่อน ห่างจากกรุงปรากโดยรถไฟประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ตามเรื่องเล่า เล่ากันว่าเมืองโอโลโมซถือกำเนิดจากการเป็นป้อมปราการของชาวโรมัน โดยมีจูเลียส ซีซาร์เป็นผู้สร้างเมืองขึ้นมา ทำให้เมืองทั้งเมืองได้รับอิทธิพลทางศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบโรมันมาทั้งหมดค่ะ

สำหรับสถานที่เที่ยวยอดนิยมที่ใครมาโอโลโมซต่างต้องแวะมาก็คือ จตุรัสใจกลางเมืองที่มีเสาหิน Holy Trinity ศิลปะสไตล์บาโรคตั้งอยู่ โดยเจ้าเสาหินนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ประดับประดาไปด้วยรูปปั้นทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ หอนาฬิกาดาราศาสตร์ โบสถ์เซนต์มอริสท์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ศาลากลางยุคศตวรรษ 14 และพระราชวังบิชอป เป็นต้น

Olomouc, Czech Republic

19. Berat, Albania

เบรัต เมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “Town of a thousand windows” หรือเมืองที่มีหน้าต่างหลายพันบาน ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา ทำให้อาคารบ้านเรือนสร้างขึ้นลดหลั่นกันตามแนวภูเขา Tomorri ไปจนถึงตัวปราสาทเบรัต เกิดเป็นภาพหน้าต่างหลายพันบานเมื่อมองมาจากข้างล่าง นอกจากนี้แล้ว ทั้งเมืองยังเป็นเมืองเก่าที่อนุรักษ์สถาปัตยกรรมออตโตมันไว้อย่างสมบูรณ์จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2005

เมื่อมายังเบรัตแล้ว สถานที่เที่ยวที่พลาดไม่ได้เลยก็คือการขึ้นไปยังปราสาทเบรัตเพื่อชมวิวทิวทัศน์รอบเมืองแบบ 360 องศา และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ก็ไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินกลางเมือง เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศอันแสนสบายแบบชาวเบรัต ที่จะพากันออกมาสังสรรค์ตามถนนกัน และถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฒนธรรมและศิลปะของชาวเบรัต ก็มีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Onufri ให้เข้าชมกันค่ะ

Berat, Albania

20. Budapest, Hungary

มาถึงเมืองสุดท้ายกับเมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” เนื่องด้วยลักษณะของเมืองที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำดานูบ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเรียกว่าฝั่งบูดา และฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเรียกว่าฝั่งเปสต์ ด้วยลักษณะเมืองที่มีแม่น้ำคั่นกลาง ทำให้ภูมิทัศน์เมืองมีความสวยงามทั้งจากตัวสถาปัตยกรรม ผังเมือง สะพานข้ามแม่น้ำ และอาคารบ้านเรือน

บูดาเปสต์ เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก ต้องใช้เวลาหลายวันในการเที่ยว สถานที่เที่ยวที่พลาดไม่ได้เลยได้ อาทิ
• สะพานเชนเซเชนยี สะพานที่พาดระหว่างแม่น้ำดานูบสองฝั่ง ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
• ปราสาทบูดา ปราสาทที่ในอดีตเคยเป็นที่พำนักของกษัตริย์ฮังการี ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติ
• โรงอาบน้ำเซเชนยี โรงอาบน้ำที่มีสปาน้ำพุร้อนใหญ่ที่สุดในยุโรป
• จัตุรัสวีรชน สร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญวีรบุรุษฮังการีในอดีต และเพื่อฉลองครบรอบ 1,000 ปีประเทศ
• เกลเลิร์ต ฮิลล์ สถานที่ชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวบูดาเปสต์ทั้งสองฝั่งได้แบบพาโนรามา
• รัฐสภาฮังการี รัฐสภาที่มีความงดงามตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิค

Budapest, Hungary

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ 20 เมืองน่าเที่ยวประเทศแถบยุโรปตะวันออก หลาย ๆ เมืองอาจเป็นเมืองที่เราไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมืองเหล่านี้ล้วนมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลากหลายแห่ง รวมไปถึงสถาปัตยกรรม ศิลปะและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากสถานที่อื่น ๆ รอให้นักท่องเที่ยวได้ไปค้นหา เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ หวังว่าประเทศแถบยุโรปตะวันออกจะอยู่ใน “Bucket List” สำหรับแพลนเที่ยวครั้งหน้านะคะ ^^

ขอบคุณข้อมูลจาก :
25 Amazing Places in Eastern Europe You Have To Visit

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
Road-Trip-America

ขับรถเที่ยวอเมริกา: 8 เส้นทาง Road Trips ที่ห้ามพลาด!

ขับรถเที่ยวอเมริกา: 8 เส้นทาง Road Trips ที่ห้ามพลาด!

ขับรถเที่ยวอเมริกา: 8 เส้นทาง Road Trips ที่ห้ามพลาด!

การขับรถท่องเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่า Road Trip กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคการท่องเที่ยวแบบ “New Normal” ที่ลดการสัมผัสและเว้นระยะห่างทางสังคม อีกทั้งการขับรถเที่ยวยังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และสัมผัสกับธรรมชาติระหว่างทางอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ Allianz Travel เคยพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับเส้นทาง Road Trips ยุโรปไปแล้ว วันนี้ขอเปลี่ยนทวีปมาที่อเมริกากันบ้างค่ะ กับ 8 เส้นทาง Road Trips ภายในประเทศสหรัฐอเมริกา จะสวยงามน่าขับรถเล่นแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

1. I-15: Las Vegas to Salt Lake City

มาเริ่มที่เส้นทางแรกกันเลยค่ะ กับเส้นทาง I-15 ซึ่งเป็นเส้นทางจาก Las Vegas ไปยังเมือง Salt Lake โดยระยะทางไม่ไกลมากนัก เพียงแค่ 675 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ระหว่างทางที่ขับไป มีวิวทิวทัศน์และสถานที่น่าเที่ยวให้แวะพักเป็นระยะเลยค่ะ โดยถ้าเราเริ่มขับรถจาก Las Vegas มุ่งไปทางเหนือผ่านแกรนด์แคนยอนฝั่งทิศใต้ ผ่านเขื่อนฮูเวอร์ ทะเลสาบ Mead, ทะเลสาบ Powell, อุทยานแห่งชาติ Zion, Antelope แคนยอน และทะเลทรายอริโซน่าซึ่งแต่ละสถานที่ ไม่ได้เพียงแค่ขับรถผ่านเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีทริปให้เที่ยวอีกด้วยค่ะ อาทิ ทริปเรือทะเลสาบ Powell หรือไพรเวททัวร์ที่อุทยานแห่งชาติ Zion เป็นต้น

สำหรับเส้นทางนี้ ควรเผื่อเวลาในการเที่ยวระหว่างทางและแวะค้างแรมประมาณ 4-7 วัน ค่ะ

I-15: Las Vegas to Salt Lake City

2. Overseas Highway: Miami to Key West

เส้นทางจาก Miami to Key West เป็นเส้นทางขับรถที่สั้นเพียงแค่ 205 กิโลเมตร และใช้เวลาขับไม่ถึง 4 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจุดเริ่มต้นจะอยู่ที่ Miami ก่อนที่จะขับรถไปสุดทางที่ Key West ผ่านถนน Upper Keys, Middle Keys และ Lower Keys จุดไฮไลต์สำคัญของทริปนี้ อยู่ที่การขับรถผ่านสะพานข้ามทะเล Seven Mile Bridge ที่จะทำให้เราเห็นวิวทิวทัศน์ทะเลสีฟ้าครามไกลสุดลูกหูลูกตา แค่ขับรถผ่านสะพาน ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาแล้วค่ะ

นอกจากนี้ ในระหว่างทางขับรถยังมีกิจกรรมให้แวะทำมากมาย อาทิ การตกปลากับชาวประมงพื้นถิ่น หรือใครที่ชอบเล่นน้ำ ก็มีชายหาดสีขาวให้เดินเล่นกันยาว ๆ ด้วยค่ะ

Overseas Highway: Miami to Key West

3. Pacific Coast Highway: San Francisco to Los Angeles

Pacific Coast Highway เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกจากเหนือสู่ใต้สุดของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมระยะทาง 200 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้นที่ San Francisco และขับรถลงทางใต้ผ่านเมืองประวัติศาสตร์อย่าง Monterey และชมศิลปะโคโลเนียลที่ Carmel by the Sea ไฮไลต์สำคัญของเส้นทางนี้คือการขับรถบนสะพานข้ามหุบผาเลียบชายฝั่งทะเล ที่จะเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามทั้งภูเขา หุบผาสูงชัน และท้องทะเลค่ะ

สำหรับใครที่ไม่ได้รีบไปไหน ตลอดเส้นทาง มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแวะชมคฤหาสน์ตากอากาศ Hearst Castle, แวะชม Bis Sur State Park, เล่นน้ำและถ่ายรูปกับเหล่าแมวน้ำช้างบนชายหาด และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ

Pacific Coast Highway: San Francisco to Los Angeles

4. Route 66: St. Louis to Amarillo, Texas

Route 66 เส้นทางที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว “Route 66” เส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวกว่า 3,940 กิโลเมตร ตัดผ่านถนนถึง 8 มลรัฐด้วยกัน จาก East Coast มายัง West Coast โดยเริ่มต้นที่ Chicago และจบเส้นทางลงที่ California

การขับรถเที่ยวบนถนน Route 66 ไม่จำเป็นต้องขับจนจบระยะทาง 3,940 กิโลเมตร เราสามารถเลือกเพียงแค่บางช่วงของถนน และเส้นทางช่วงหนึ่งของ Route 66 ที่เราจะแนะนำก็คือเส้นทางจาก St. Louis ไปยังเมือง Amarillo รัฐ Texas ขับผ่านทะเลสาบ Ozarks และเมืองโอคลาโฮมา รวมระยะทาง 1,100 กิโลเมตร โดยไฮไลต์สำคัญคือการแวะชม Merarnec Caverns ซึ่งเป็นถ้ำธรรมชาติที่มีความยาวกว่า 7 กิโลเมตรค่ะ

Route 66: St. Louis to Amarillo, Texas

5. The Blue Ridge Parkway: Afton, Virginia, to Cherokee, North California

The Blue Ridge Parkway เส้นทางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าไม้เขียวขจี เส้นทางเริ่มจากรัฐ Virginia ไปยัง North Carolina ขับผ่านหุบเขา Blue Ridge Mountains ซึ่งเชื่อมกันกับอุทยานแห่งชาติ Shenandoah & Great Smoky Mountains ใน North Carolina รวมระยะทางกว่า 804 กิโลเมตร

เส้นทาง The Blue Ridge Parkway มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การขับผ่านขุนเขาและป่าไม้ตลอดสองข้างทาง โดยตลอดเส้นทาง ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับเป็นอย่างสูง เนื่องจากเส้นทางมีความลาดชันของหุบเขาเป็นระยะ และยังมีหมอกหนาแน่นตลอดทาง โดยปกติแล้วจะจำกัดความเร็วกันอยู่แค่ที่ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นค่ะ

The Blue Ridge Parkway: Afton, Virginia, to Cherokee, North California

6. Great River Road: Memphis to New Orleans

อีกหนึ่งเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวผ่าน 10 รัฐ กับ Great River Road เส้นทางเลียบแม่น้ำ Mississippi ที่มีระยะทางรวมกว่า 3,400 กิโลเมตร Great River Road มีจุดเริ่มต้นที่รัฐ Minnesota และไปจบที่ New Orleans เช่นเดียวกับ Route 66 ที่เราไม่จำเป็นต้องขับทั้งเส้นทาง สามารถเลือกขับแค่บางช่วงได้ โดยช่วงถนนที่เราแนะนำคือ ตั้งแต่เมือง Memphis ไปถึง New Orleans รวมระยะทาง 822 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ Elvis Presley, พิพิธภัณฑ์ Coca-Cola, พิพิธภัณฑ์ Civil War, พิพิธภัณฑ์ Black History, และ Antebellum House

Great River Road: Memphis to New Orleans

7. Oregon Coast Highway 101: Seaside to Brookings, Oregon

Oregon Coast Highway 101 เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลที่เริ่มต้นจากเมือง Seaside ไปจบลงที่เมือง Brookings ติดเขตแดน California รวมระยะทาง 584 กิโลเมตร สำหรับสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจระหว่างทางคือ ป่าไม้อายุหลายร้อยปีที่อุทยาน Oswald West State Park และสะพานเก่าแก่ McCullough รวมไปถึงชายหาดทะเลอีกหลายหาดให้นักท่องเที่ยวได้จอดรถแวะเล่นน้ำกันค่ะ

Oregon Coast Highway 101: Seaside to Brookings, Oregon

8. Road to Hana: Kahului to Hana, Hawaii

เปลี่ยนบรรยากาศจากบนฝั่ง มาขับรถเที่ยวบนเกาะกันบ้างค่ะกับเส้นทาง Road to Hana บนเกาะฮาวาย ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮาวายมุ่งสู่ทางใต้ของเกาะที่เมือง Hana รวมระยะทางเพียงแค่ 104 กิโลเมตรเท่านั้น

สำหรับเส้นทาง Road to Hana ตลอดสองข้างทางจะพบกับวิวทิวทัศน์ทั้งภูเขาและชายหาดตัดสลับกันไปอย่างสวยงาม และยังมีอุทยานป่าไม้หลายจุดให้พักรถแวะชม รวมไปถึงใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูป บนเกาะก็มีจุดพักรถถ่ายรูปสวย ๆ วิวทะเลจากมุมสูงด้วยค่ะ และปิดท้ายทริปด้วยการเดินเล่นชายหาด Black Sand Beach หาดทรายสีดำอันเลื่องชื่อของเกาะฮาวาย

Road to Hana: Kahului to Hana, Hawaii

สำหรับใครที่กำลังวางแพลนไปเที่ยวอเมริกาในช่วงหลังโควิด-19 การขับรถเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยค่ะ เพราะนอกจากจะได้ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างเต็มอิ่มแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าการเที่ยวครั้งนี้จะปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19 ค่ะ ^^

ขอบคุณข้อมูลจาก :
14 Best Road Trips in America

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
Tibet

10 สถานที่เที่ยวทิเบต สวยจนแทบลืมหายใจ

10 สถานที่เที่ยวทิเบต สวยจนแทบลืมหายใจ

10 สถานที่เที่ยวทิเบต สวยจนแทบลืมหายใจ

“ทิเบต” ดินแดนหลังคาโลก สถานที่ที่เต็มไปความสวยงามทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา หิมะ หรือสถาปัตยกรรมแบบพุทธศาสนา ด้วยลักษณะภูมิประเทศของทิเบตเป็นที่ราบสูง ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาและทะเลสาบทางธรรมชาติจำนวนมาก รวมทั้งสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว ด้วยอากาศหนาวเย็นและความกดอากาศต่ำตลอดทั้งปี ทำให้ทิเบตกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งที่ Allianz Travel อยากให้ทุกคนมาสัมผัสความสวยงามด้วยตาตัวเองกันค่ะ

1. Mount Kailash

มาเริ่มกันที่แรกกันเลยค่ะกับเขาไกรลาส ซึ่งเป็นยอดเขาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกของเขตปกครองตนเองทิเบต ภูเขาแห่งนี้ มีความสูง 22,020 ฟุต จัดว่าเป็นยอดเขาสูงเป็นอันดับที่ 32 ของโลก และสูงเป็นอันดับที่ 19 ในบรรดายอดเขาของเทือกเขาหิมาลัย เป็นยอดเขาที่มีอายุกำเนิดถึงปัจจุบันกว่า 50 ล้านปี

ภูเขาไกรลาส เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เชื่อกันว่าเขาไกรลาสเป็นที่ประทับของพระศิวะ ในศาสนาพุทธมีคัมภีร์สารัตถปกาสินีระบุว่าเขาไกรลาสเป็นเขาที่ประเสริฐสุดในบรรดาภูเขาในป่าหิมพานต์ และยังปรากฏในศาสนาเชนด้วย ตามความเชื่อของศาสนาต่าง ๆ เหล่านี้ เขาไกรลาสเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และเชื่อว่า คือสถานที่แห่งเดียวกันกับเขาพระสุเมรุค่ะ

โดยในแต่ละปี ชาวพุทธและชาวฮินดูจำนวนมากจะเดินแสวงบุญระยะทางกว่า 52 กิโลเมตรรอบภูเขาไกรลาสกันค่ะ

Mount Kailash

2. Everest Base Camp

ภูเขาเอเวอร์เรสทอดยาวตามแนวชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและทิเบต ทำให้มีที่ตั้งแคมป์อยู่สองแห่งด้วยกันคือแคมป์ทางด้านทิศเหนือและแคมป์ทางด้านทิศใต้ แคมป์ทางด้านทิศเหนือตั้งอยู่บนชายแดนทิเบต เป็นแคมป์ที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยและกว้างไกลกว่าวิวจากทางประเทศเนปาล นอกจากนี้ ถ้าไปยังแคมป์ประเทศเนปาล ทางเดียวที่จะไปได้คือการเดินเขาขึ้นไป ขณะที่แคมป์ทิเบตสามารถขับรถไปได้ และระหว่างเส้นทางไปแคมป์จะพบกับอารามรงบุก (Rongbuk) ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,950 เมตร เมื่อเข้ามายังตัวอารามจะสามารถมองทอดยาวเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามของภูเขาเอเวอร์เรสได้ค่ะ

ทริปการเดินทาง 8-10 วัน จากเมืองหลวงลาซาไปยังที่ตั้งแคมป์เขาเอเวอร์เรสทิเบต เป็นทริปที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทิเบต ความสวยงามของทริปนี้คือการชมวิวทิวทัศน์สองข้างที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและขุนเขา รับรองว่าไปแล้ว ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

Everest Base Camp

3. Nam Tso

ทะเลสาบนัมโช หนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต อยู่ห่างจากเมืองลาซาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 240 กิโลเมตร เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจีนอยู่ที่ระดับความสูง 4,730 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีความยาวกว่า 70 กิโลเมตร กว้าง 30 กิโลเมตร ในช่วงฤดูร้อนน้ำในทะเลสาบจะเป็นสีเขียวอมฟ้าตัดกับเทือกเขาหิมะเนียนเซ็นถังลา (Nyenchen Tanglha) ทางทิศใต้ของทะเลสาบ ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายนจะมีฝูงนกและนกกระเรียนคอดำใกล้สูญพันธ์อพยพมาอยู่ที่ทะเลสาบแห่งนี้ด้วยค่ะ

Nam Tso

4. Guge Kingdom

จากทะเลสาบนัมโช มาต่อที่อาณาจักรโบราณกูเก (อ่านแบบภาษาจีน – กู่เก๋อ) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตซาด้า (Zhada) แคว้นงาริ (Ngari) ของทิเบตตะวันตก เคยเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อหนึ่งพันปีเศษมาแล้ว ก่อนที่จะล่มสลายและสูญหายไปเมื่อเกิดสงครามทางศาสนาและการปฏิรูปทางวัฒนธรรมขึ้นในศตวรรตที่ 17 จนมาค้นพบอีกครั้งหนึ่งโดยชาวอิตาลีซึ่งบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในศตวรรษที่ 20 ค่ะ

อาณาจักรกูเกตั้งอยู่บนเขา มีอาณาบริเวณครอบคลุมถึง 200,000 เมตร มองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ ปัจจุบันยังมีร่องรอยของสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่ รวม 1,416 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยถ้ำ 879 ถ้ำ บ้านเดี่ยว 445 หลัง แนวตึกแถว 60 แห่ง เจดีย์ 28 องค์ และถ้ำ 4 ถ้ำ ถ้ำเหล่านี้สามารถติดต่อเชื่อมกันภายในอาณาจักรได้ รอบอาณาจักรมีลักษณะคล้ายแนวกำแพงที่เกิดจากการที่ลมหอบฝุ่นละอองจากดิน หิน และน้ำ มาสะสมเป็นเวลานานจนตกตะกอนหนาขึ้นเรื่อย ๆ เกิดเป็นรูปร่างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ กัน สวยงามไปอีกแบบค่ะ

Guge Kingdom

5. Lhasa

เมืองลาซา ตั้งอยู่ตอนกลางของที่ราบสูงทิเบต ทางเหนือของเทือกเขาหิมาลัย มีแม่น้ำลาซาซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งของแม่น้ำยาลูจัมโปทอดตัวไหลผ่าน ซึ่งเมืองลาซาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สูงที่สุดในโลก โดยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,650 เมตร เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนิกชนที่นับถือพุทธศาสนานิกายทิเบต
และเมื่อมาถึงเมืองลาซาแล้ว ก็พลาดไม่ได้เลยที่จะไปเที่ยวที่พระราชวังโปตาลา พระราชวังอันเป็นป้อมปราการและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของกษัตริย์และองค์ดาไลลามะ ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ และเป็นศูนย์รวมใจของชาวทิเบตด้วยค่ะ

Lhasa

6. Samye Monastery

อารามซัมเย่ เป็นวัดแห่งแรกของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานในทิเบต โดยเป็นอารามที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของลาซาประมาณ 200 กิโลเมตร บนฝั่งแม่น้ำยาร์ลุงที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและธรรมชาติ

อารามซัมเย่สร้างตามความเชื่ออินเดีย คือ มีวิหารหลักเปรียบดังเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาล มีอาราม 4 ทิศ เปรียบเสมือนทวีปทั้งสี่ และมีอารามด้านนอกอีกแปดทิศ เป็นสัญลักษณ์ของประทีปในจักรวาล มีสถูปทางทิศเหนือและใต้ แทนพระอาทิตย์และพระจันทร์ ขณะที่ตัววิหารกลางมีสามส่วน ส่วนล่างสุดเป็นสถาปัตยกรรมแบบทิเบต ส่วนกลางเป็นแบบจีน และส่วนบนเป็นแบบอินเดีย วิหารนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า วิหารสามลีลา มีเจดีย์ 4 องค์ สีแดง สีเขียว สีดำ และสีขาว ประดิษฐานอยู่ด้านซ้าย ขวา หน้า และหลัง ของวิหารใหญ่ มีความหมายว่า อารามแห่งนี้ได้รับการปกปักรักษาโดยกษัตริย์สี่พระองค์บนสรวงสวรรค์

Samye Monastery

7. Lake Manasarovar

ทะเลสาบมานาซาโรวาร์ หรือทะเลสาบหม่าผางยงชั่ว ตั้งอยู่ที่อำเภอผู่หลาน เขตปกครองตนเองทิเบตทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยตัวทะเลสาบมานาซาโรวาร์เป็นทะเลสาบที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในทิเบต อยู่ไม่ไกลจากภูเขาไกรลาส และอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 4,588 เมตร มีขนาดพื้นที่กว้างกว่า 412 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ด้วยความที่ทะเลสาบอยู่ใกล้กับชายแดนของประเทศเนปาล ทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์เทือกเขาหิมาลัยทางทิศใต้ด้วยค่ะ

Lake Manasarovar

8. Yamdrok Lake

มาต่อกันอีกหนึ่งทะเลสาบ กับทะเลสาบยัมดรก ยัมโซ (Yamdrok Yam Tso) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของทิเบต ทุก ๆ ปี ชาวทิเบตจะมาแสวงบุญที่นี่จำนวนมาก ทะเลสาบยัมดรกอยู่ทางด้านใต้ของแม่น้ำพรหมบุตร (Yarlung Tsangpo River) ในเขตเมือง ชิกัสเซ (Shigase) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย มีพื้นที่ 638 ตารางกิโลเมตร และมีความยาว 130 กิโลเมตร
สำหรับใครที่ตั้งใจไปแคมป์เขาเอเวอร์เรสทิเบต ทะเลสาบยัมดรกเป็นเส้นทางผ่านเส้นทางหนึ่งด้วยค่ะ

Yamdrok Lake

9. Sakya Monastery

อาราม Sakya ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองซือกาเซ เมืองที่ใหญ่อันดับสองของทิเบต อาราม Sakya มีความโดดเด่นที่ป้อมปราการและผนังสามสี ได้แก่ สีน้ำตาลอมแดง สีเทา และสีขาว ซึ่งทั้งสามสี ทำให้ตัวอารามมีเอกลักษณ์ที่แปลกตาและไม่เหมือนอารามไหนค่ะ
นอกจากนี้แล้ว ภูเขาที่โอบล้อมตัวอารามก็มีความสวยงามตามธรรมชาติ เหมาะแก่การปีนเขาด้วยค่ะ

Sakya Monastery

10. Gyantse

มาถึงสถานที่เที่ยวสุดท้ายกับเมืองกันเซ เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากลาซาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 260 กิโลเมตร ถึงแม้กันเซจะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ก็มีกิจกรรมหลากหลายให้ทำค่ะ โดยเฉพาะการปีนขึ้นบนกำแพงที่โอบล้อมอาราม Palcho Corten เพื่อดูวิวทิวทัศน์เมืองแบบ 360 องศา หรือใครเป็นสายชิล ก็สามารถเดินเล่นบนถนนชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์จีน-ทิเบตได้ค่ะ

Gyantse

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 10 สถานที่เที่ยวทิเบต สวยจนต้องไปลองเที่ยวสักครั้งในชีวิตเลยค่ะ ^^ สำหรับใครที่อยากไปสัมผัสอากาศหนาว แต่มีงบประมาณไม่มาก และอยากเที่ยวไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก ทิเบตถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :
Places to visit in Tibet

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
8-museum-asean-countries

แนะนำ 8 พิพิธภัณฑ์ประเทศอาเซียน ต้องไปสักครั้งในชีวิต

แนะนำ 8 พิพิธภัณฑ์ประเทศอาเซียน ต้องไปสักครั้งในชีวิต

แนะนำ 8 พิพิธภัณฑ์ประเทศอาเซียน ต้องไปสักครั้งในชีวิต

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศยังประเทศกลุ่มอาเซียน ก็คือการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของประเทศนั้น ๆ เพราะพิพิธภัณฑ์เปรียบเสมือนศูนย์รวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และบางครั้งเราก็ได้รับความรู้และมุมมองใหม่ ๆ จากสิ่งที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ วันนี้ Allianz Travel เลยขออาสาเป็นไกด์ พาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับ 8 พิพิธภัณฑ์ของประเทศกลุ่มอาเซียนกันค่ะ

1. Peranakan Museum, Singapore

มาเริ่มกันที่แรกเลยค่ะ กับพิพิธภัณฑ์ Peranakan ประเทศสิงคโปร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1912 ในสมัยยุคอาณานิคมอังกฤษ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมแลนมาร์คของสิงคโปร์อย่าง Raffles Hotel ภายในตัวพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงสิ่งของ โบราณวัตถุ และศิลปะของกลุ่มชุมชนที่เรียกว่า “Peranakan” ซึ่งแปลว่า “คนท้องถิ่น” ไฮไลต์สำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่เครื่องประดับ โต๊ะเครื่องแป้ง และชุดห้องนอนหลากหลาย ที่ประดับประดาด้วยลูกปัดแก้วนับล้านชิ้น

Peranakan Museum, Singapore

2. Islamic Arts Museum, Malaysia

Islamic Arts Museum พิพิธภัณฑ์สุดอลังการที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ลักษณะเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือตัวโดมอาคารขนาดใหญ่ที่สังเกตเห็นได้แต่ไกล ภายในอาคารมีวัตถุสิ่งของจากทั่วโลกจัดแสดงเกี่ยวกับศาสนาอิสลามกว่า 7,000 ชิ้น และถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์อิสลาม ภายในอาคารจะมีนิทรรศการถาวรจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คัมภีร์อัลกุรอาน สำหรับไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมายังพิพิธภัณฑ์อิสลาม ก็คือ การเดินชมโมเดลสถาปัตยกรรมอิสลามจำลองจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ ทัชมาฮาล, มัสยิดเมกกะ ซึ่งแต่ละโมเดล ก็จะมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ย่อ ๆ ให้อ่านด้วยค่ะ

Islamic Arts Museum, Malaysia

3. Tuol Sleng Genocide Museum, Cambodia

สำหรับใครที่สนใจประวัติศาสตร์กัมพูชา โดยเฉพาะช่วงที่มีการสังหารหมู่เขมรแดง พิพิธภัณฑ์สังหารหมู่ Tuol Sleng ถือเป็นสถานที่ที่ต้องมาชมให้ได้เลยค่ะ เพราะตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนทุ่งสังหารหมู่เจิงเอก ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางใต้ราว 17 กิโลเมตร Tuol Sleng เคยเป็นโรงเรียนมัธยมปลาย ก่อนที่จะกลายเป็นที่กักขังนักโทษทางการเมือง ภายหลังจากการสิ้นอำนาจของเขมรแดง พื้นที่บริเวณนี้มีการขุดพบโครงกระดูกกว่า 9,000 โครง ปัจจุบัน Tuol Sleng กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่

Tuol Sleng Genocide Museum, Cambodia

4. Da Nang Museum of Cham Sculpture, Vietnam

จากกัมพูชา มาต่อกันที่เวียดนามกับ Da Nang Museum Of Cham Sculpture โดยตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล ตั้งอยู่บนริมทะเลฮัน ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมประติมากรรมของชาวจามที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไฮไลต์สำคัญคือเครื่องปั้นดินเผางานชิ้นเอกมากกว่า 300 ชิ้น พร้อมด้วยประติมากรรมหินทรายขนาดใหญ่ วัตถุโบราณเหล่านี้สะท้อนถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมฮินดูที่เผยแพร่เข้ามายังประเทศเวียดนามในสมัยโบราณกาลได้เป็นอย่างดี

Da Nang Museum of Cham Sculpture, Vietnam

5. Neka Art Museum, Indonesia

Neka Art Museum พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่เมืองอูบัด เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย Neka Art Museum เป็นโครงการของนักรวบรวมศิลปะและศิลปินบาหลีชื่อดัง Wayan Suteja Neka ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องการที่จะรวบรวมศิลปะบาหลีให้อยู่ในสถานที่เดียวกัน เพื่อสืบสานและถ่ายทอดให้ชาวบาหลีรุ่นต่อไปได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นเมือง สำหรับตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ จะมีทั้งหมดหกชั้นด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือวัตถุและสิ่งของพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรปในทศวรรษที่ 1920 – 1930 ใครที่อยากเห็นภาพเกาะบาหลีขาวดำยุคต้นศตวรรษที่ 20 มาชมได้ที่นี่เลยค่ะ

Neka Art Museum, Indonesia

6. Ayala Museum, Philippines

ถ้าหากมาเที่ยวเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ห้ามพลาด Ayala Museum เลยค่ะ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยคอลเลคชั่นวัตถุโบราณหายาก และสิ่งของประเมินค่าไม่ได้จำนวนมาก นอกจากนี้ ภายในตัวพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงสิ่งของและวัตถุหายากของชนพื้นเมือง ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาล่าอาณานิคมด้วยค่ะ

Ayala Museum, Philippines

7. War Remnants Museum, Vietnam

ถ้าหากใครชื่นชอบและสนใจประวัติศาสตร์สงคราม ถ้ามาเที่ยวเวียดนามแล้ว พิพิธภัณฑ์สงคราม ที่เมืองโฮจิมินห์ ถือเป็น “Must List” ที่ต้องมาเยี่ยมชมให้ได้เลยค่ะ พิพิธภัณฑ์สงครามแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวการทำสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 ภายในจัดแสดงสิ่งของ เครื่องใช้และเสื้อผ้าของเหยื่อที่เสียชีวิตจากสงคราม นอกจากนี้ยังมีภาพทางประวัติศาสตร์ที่เราอาจเคยเห็นตามสื่อต่าง ๆ ด้วย อาทิ ภาพการสังหารหมู่ My Lai ซึ่งเลียนแบบ “กรงเสือ” ใช้เพื่อกักขังนักโทษเวียดกง สิ่งของและภาพทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวและประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของเวียดนามได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

War Remnants Museum, Vietnam

8. National Museum of Myanmar

มาถึงสถานที่แห่งสุดท้ายกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเมียนมาร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมาร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1952 มีด้วยกันทั้งหมด 5 ชั้น เป็นสถานที่จัดแสดงวัตถุโบราณทั้งทาง ศิลปะ เครื่องแต่งกาย ของใช้ และสิ่งของโบราณอื่น ๆ อีกมากมาย โดยไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้ก็คือ “สีหาสนะบัลลังก์” บัลลังก์ที่นั่งของกษัตริย์พม่า ซึ่งทำจากไม้ซ้อ แกะสลักแล้วหุ้มด้วยแผ่นทองคำแท้ ๆ ดุนลวดลาย และบรรจงประดับด้วยเพรชนิลจินดา สมัยล่าอาณานิคม อังกฤษเคยเอาบัลลังก์ไปเก็บไว้ที่ประเทศอินเดีย หลังได้รับเอกราช รัฐบาลพม่าจึงตามไปทวงคืนมา

National Museum of Myanmar

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 8 พิพิธภัณฑ์ที่เราแนะนำไป นอกจากตัวพิพิธภัณฑ์จะมีความอลังการของวัตถุสิ่งของที่จัดแสดงแล้ว แต่ละสถานที่ยังบอกเล่าเรื่องราวของคนพื้นถิ่น หรือของกลุ่มคนที่เป็นผู้ถูกกระทำ ให้เราได้เรียนรู้และสัมผัสกับประสบการณ์เหล่านั้นจริง ๆ สำหรับแพลนการท่องเที่ยวครั้งหน้า หวังว่าพิพิธภัณฑ์เหล่านี้จะอยู่ในลิสต์ที่ต้องไปให้ได้นะคะ ^^

ขอบคุณข้อมูลจาก :
10 Interesting Museums In Southeast Asia To Visit In Your Lifetime

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
vietnam-beach-resort-cover

รวม 10 ที่พักเวียดนามติดชายทะเล บรรยากาศดี เดินเล่นชิลๆ

ที่พักเวียดนามติดชายทะเล

รวม 10 ที่พักเวียดนามติดชายทะเล บรรยากาศดี เดินเล่นชิลๆ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หลบหนีความวุ่นวาย ไปเดินเล่นชิล ๆ ริมชายหาดทะเล “เวียดนาม” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยค่ะ เพราะด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีชายหาดทะเลยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร ทำให้เวียดนามมีหลากหลายหาดให้เราได้ไปเที่ยวกัน แถมที่พักรีสอร์ทก็มีให้เลือกมากมายและมีวิวสวยงามระดับห้าดาวเลยทีเดียว บทความนี้ Allianz Travel เลยขอพาผู้อ่านเปลี่ยนบรรยากาศมานอนเล่นริมชายทะเล กับ 10 ที่พักเวียดนามติดทะเล จะสวยงามน่าเช็คอินแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

1. InterContinental Nha Trang

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 4,000 บาท

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักติดชายทะเล บรรยากาศดีระดับ 5 ดาว แต่ราคาไม่แพงมากนัก และอยู่ที่เมืองญาจาง InterContinental ญาจาง เป็นโรงแรมหรูที่เพิ่งเปิดไม่นาน ซึ่งดีไซน์การตกแต่งมีความสวยงาม เรียบหรู สำหรับตัวห้องพักจะเห็นวิวชายหาดทะเลโค้งสวยงามซึ่งสามารถมองเห็นน้ำทะเลสีฟ้ากว้างไกล นอกจากนี้ที่พักยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องสปา สระว่ายน้ำกลางแจ้งวิวทะเล ห้องอาหารสุดหรู หรือกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ

เมืองญาจางได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีสำหรับการดำน้ำ ด้วยความสวยงามของแนวปะการังขนาดใหญ่ และธรรมชาติที่ยังคงความสวยงามอยู่ ใครที่ชื่นชอบการดำน้ำและดูปะการัง ญาจางถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ

InterContinental Nha Trang

2. Salinda Resort Phu Quoc Island

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 4,000 บาท

ถ้าไปเที่ยวทะเลบนเกาะฟู้ก๊วกแล้ว ต้องมาพักที่ Salinda Resort เลยค่ะ เพราะรีสอร์ทแห่งนี้มีความสงบ ไม่วุ่นวาย มีห้องพัก 121 ห้อง พร้อมด้วยชายหาดส่วนตัวเฉพาะผู้เข้าพักเท่านั้น แถมใครที่ชอบสระว่ายน้ำส่วนตัว ที่นี่ก็มีห้องพักแบบพูลวิลล่าด้วยค่ะ และรีสอร์ทยังอยู่ติดกับหมู่บ้าน Duong Dong ซึ่งเป็นตลาดที่มีอาหารทะเลสด ๆ มาขายทั้งตอนเช้าและกลางคืนเลยค่ะ

เกาะฟู้ก๊วกตั้งอยู่ติดชายแดนประเทศกัมพูชาบนอ่าวไทย ซึ่งเกือบครึ่งเกาะยังคงมีสภาพสมบูรณ์ตามธรรมชาติอยู่ ทำให้รัฐบาลเวียดนามประกาศให้เกาะฟู้ก๊วกเป็นอุทยานแห่งชาติด้วยค่ะ

Salinda Resort Phu Quoc Island

3. Lapochine Beach Resort

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 3,400 บาท

สำหรับใครที่อยากเดินเล่นริมชายหาดทะเล พร้อมกับการเดินเที่ยวย่านเมืองเก่า ต้องมาเที่ยวที่ Thuan An เลยค่ะ เพราะที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเว้ เมืองมรดกโลก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม และยังคงมีแหล่งโบราณสถานที่ให้ชมมากมาย โดยห้องพักที่เราจะแนะนำก็คือ Lapochine Beach Resort ซึ่งตั้งอยู่บนชายหาดทะเล Thuan An ค่ะ

Lapochine Beach Resort เป็นรีสอร์ทที่มีดีไซน์แบบทรอปปิคอล มีห้องพักเพียง 78 ห้องเท่านั้น ซึ่งห้องส่วนใหญ่ก็จะมีวิวสระว่ายน้ำหรือชายทะเลด้วยค่ะ รีสอร์ทแห่งนี้เหมาะแก่การพาครอบครัวมาพักผ่อน เพราะมีห้องสำหรับครอบครัวที่พักได้ถึง 6 คนอยู่หลายห้อง แถมยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันสำหรับครอบครัวอีกด้วยค่ะ อาทิ การเข้าคอร์สทำอาหาร การปั่นจักรยานริมชายหาด เป็นต้น

Lapochine Beach Resort

4. Pandanus Resort

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 3,200 บาท

Pandanus Resort รีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนเมืองมุยเน่ ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ตัวรีสอร์ทเน้นการตกแต่งให้ร่มรื่นด้วยต้นไม้ และการจัดสวน พร้อมด้วยสระว่ายน้ำขนาดใหญ่กลางรีสอร์ท ขณะที่ชายหาดมุยเน่ ก็มีความร่มรื่นด้วยต้นไม้ที่เรียงรายตามชายหาดเช่นเดียวกัน นักท่องเที่ยวทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างประเทศ นิยมมาเล่นกิจกรรมทางน้ำกันที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการแล่นเรือใบ หรือวินด์เซิร์ฟค่ะ

Pandanus Resort

5. Leman Cap Resort & Spa

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 3,200 บาท

ลงใต้มาอีกนิดจากชายหาดทะเล Thuan An จะพบกับเมืองหวุงเต่า (Vung Tau) เมืองติดชายทะเลที่อยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศเวียดนาม ห่างจากเมืองไซ่ง่อนไม่ไกลมากนัก เมืองหวุงเต่ายังคงมีกลิ่นอายยุคอาณานิคมสไตล์ฝรั่งเศสผ่านทางอาคารบ้านเรือน และวัฒนธรรมต่าง ๆ Leman Cap Resort & Spa เป็นรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ติดชายทะเลเมืองหวุงเต่า ตัวรีสอร์ทออกแบบอาคารและห้องพักสไตล์ฝรั่งเศสแบบยุคเก่า พร้อมด้วยสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ เห็นวิวทะเลแบบไกลสุดลูกหูลูกตา และสำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศส ถ้ามาเที่ยวแล้วก็อย่าลืมสั่งเด็ดขาด เพราะเป็นอาหารขึ้นชื่อของรีสอร์ทเลยค่ะ

Leman Cap Resort & Spa

6. Hyatt Regency Danang Resort Spa

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 6,000 บาท

Hyatt Regency Danang Resort Spa หนึ่งในรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดของเมืองดานัง และถือเป็นรีสอร์ทที่เหมาะแก่การพักผ่อนทั้งครอบครัวมากที่สุดด้วยค่ะ โดยตัวรีสอร์ทออกแบบห้องพักหลากหลายรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของทั้งครอบครัว มีทั้งห้องหนึ่งเตียง ไปจนถึงห้องวิลล่าสามเตียงนอนค่ะ ตัวรีสอร์ทยังออกแบบสระว่ายน้ำแยกออกจากกันถึงห้าสระด้วยกัน มีทั้งสระว่ายน้ำหลัก สระว่ายน้ำเด็ก หรือสระว่ายน้ำลากูนพร้อมด้วยสไลเดอร์

ในส่วนของกิจกรรมสำหรับเด็ก รีสอร์ทมีโปรแกรมกิจกรรมเฉพาะชื่อว่า “Camp Hyatt all-day kids” หรือถ้าลูกอยากเรียนว่ายน้ำ ที่รีสอร์ทก็มีเปิดสอนทั้งวันเลยค่ะ และสำหรับกิจกรรมผู้ใหญ่ ทางรีสอร์ทก็มีกิจกรรมกลางแจ้งให้เล่นมากมาย อาทิ โยคะ, ปีนเขา หรือเทนนิส เป็นต้น

Hyatt Regency Danang Resort Spa

7. Premier Village Danang Resort

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 14,000 บาท

นอกเหนือจาก Hyatt Regency แล้ว อีกหนึ่งที่พักรีสอร์ทสุดหรูติดชายหาดทะเลเมืองดานังที่เราอยากแนะนำก็คือ Premier Village Danang Resort ซึ่งเป็นรีสอร์ที่ตั้งอยู่บนชายหาด Xuan Thieu ทางตอนเหนือของเมืองดานัง ด้วยความห่างไกลจากชายหาดหลัก ชายหาดแห่งนี้จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความวุ่นวาย และต้องการพักผ่อนอย่างสงบ Premier Village Resort มีห้องพักให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งพูลวิลล่า บ้านพักเดี่ยวพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว หรือห้องขนาดใหญ่สำหรับ 10 คน

Premier Village Danang Resort

8. Four Seasons Resort The Nam Hai, Hoi An

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 26,000 บาท

เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องพักหลักพัน มาถึงห้องพักหลักหมื่นชื่อดังกันบ้างค่ะ กับโฟร์ซีซั่นรีสอร์ท รีสอร์ทสุดหรูระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่บนชายหาดทะเล Nam Hai ระหว่างเมืองดานังและฮอยอัน โดยชายหาด Nam Hai ถือเป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดในเวียดนามตอนใต้ และยังเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำ อาทิ การตกปลาแบบชาวประมงพื้นถิ่น หรือการลองทำอาหารท้องถิ่น

โฟร์ซีซั่นรีสอร์ทเป็นที่พักแบบห้องวิลล่าวิวทะเลและมีสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกห้อง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์ระดับห้าดาวแบบส่วนตัวสุด ๆ มาพักที่โฟร์ซีซัน รับรองว่าคุ้มแน่นอนค่ะ

Four Seasons Resort The Nam Hai, Hoi An

9. Six Senses Con Dao

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 25,000 บาท

Six Senses Con Dao อีกหนึ่งรีสอร์ทหรูระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่บนเกาะ Con Dao ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลเวียดนาม ต้องเดินทางโดยเครื่องบินอีก 40 นาทีจากเมืองโฮจิมินห์ รีสอร์ทแห่งนี้จึงเหมาะสำหรับคู่รักและครอบครัวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง เพราะมีรีสอร์ทเพียงไม่กี่แห่งบนเกาะนี้ และมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ขณะที่ชายหาดเอง ก็มีความสวยงามเป็นสีเขียวมรกต เหมาะแก่การว่ายน้ำดูปะการังและเต่าทะเลเป็นอย่างมาก
สำหรับตัวรีสอร์ทเป็นห้องพักแบบวิลล่า มีจำนวน 50 ห้อง ตกแต่งห้องด้วยสไตล์พื้นถิ่นผสมผสานกับดีไซน์แบบโมเดิร์น แต่ละห้องพักจะมีสระว่ายน้ำอินฟินนิตี้ที่สามารถมองเห็นทะเลได้อย่างกว้างไกลอีกด้วยค่ะ

Six Senses Con Dao

10. Six Sense Nihn Van Bay

ราคาห้องเริ่มต้นคืนละ 25,000 บาท

Six Sense Nihn Van Bay อีกหนึ่งรีสอร์ทหรูระดับห้าดาวในเครือ Six Sense ตั้งอยู่บนอ่าว Ninh Van ซึ่งเป็นคาบสมุทรที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ทางรถยนต์ ต้องนั่งเรือสปีดโบ้ทจากท่าเรือที่เมืองญาจางเท่านั้น ตัวรีสอร์ทจึงมีความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมาก ๆ เพราะมีเพียงแค่แขกที่พักบนรีสอร์ทเท่านั้น ตัวรีสอร์ทออกแบบห้องพักด้วยสไตล์โมเดิร์น ห้องพักเป็นแบบวิลล่ามีทั้งหมด 58 หลัง พร้อมด้วยสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ทุกห้อง
สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อมาพักยัง Six Sense Nihn Van Bay มีตั้งแต่ การดำน้ำลึกดูปะการัง การทำสปาระดับห้าวดาว การลองทานอาหารท้องถิ่น และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

Six Sense Nihn Van Bay

เวียดนามเป็นประเทศที่มีชายหาดยาวมากถึงสามพันกว่ากิโลเมตร ทำให้มีรีสอร์ทมากมายให้เลือกพักผ่อนตามสไตล์ที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นแล้ว การเลือกรีสอร์ทจึงขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการไปทำกิจกรรมอะไรบ้าง หรือต้องการห้องพักแบบไหน หวังว่าทั้ง 10 ที่พักติดชายทะเลที่แนะนำไป จะเป็นตัวช่วยวางแพลนห้องพัก เมื่อไปเที่ยวเวียดนามนะคะ ^^

ขอบคุณข้อมูลจาก :
11 Top-Rated Beach Resorts in Vietnam

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
Travel To South America

พาเที่ยวอเมริกาใต้ : 17 สถานที่ยอดนิยมจากเหนือจรดใต้

Travel To South America

พาเที่ยวอเมริกาใต้ : 17 สถานที่ยอดนิยมจากเหนือจรดใต้

“อเมริกาใต้” ทวีปสุดขอบแดนโลกที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้ง ๆ ที่ภูมิภาคแห่งนี้ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ทั้งแหล่งอารยธรรมโบราณ เขตพื้นที่สัตว์ป่า ทะเล และแหล่งธรรมชาติอื่น ๆ ด้วยภูมิประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 มหาสมุทรใหญ่ มีเทือกเขาแอนดีสทอดยาว และลุ่มแม่น้ำอเมซอนที่ไหลผ่านหลายประเทศ ทำให้ภูมิภาคแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก บทความนี้ Allianz Travel เลยขอพาผู้อ่านไปเที่ยวอเมริกาใต้กัน กับ 17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่เราจะไล่เรียงกันตั้งแต่เหนือจรดใต้ จะน่าเที่ยวแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

1. Los Roques, Venezuela

มาเริ่มกันที่แรก กับประเทศที่อยู่เหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้อย่างเวเนซุเอลา หมู่เกาะ Los Roques ตั้งอยู่ห่างจากเมืองการากัสทางตอนเหนือของประเทศ ประมาณ 120 กิโลเมตร ซึ่งหมู่เกาะจะประกอบด้วยเกาะเล็กใหญ่กว่า 350 เกาะด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญของหมู่เกาะ Los Roques คงหนีไม่พ้นปะการังที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ โดยนักท่องเที่ยวชาวยุโรป นิยมมาล่องเรือ และดำน้ำดูปะการังกันที่หมู่เกาะค่ะ นอกจากนี้ ภายในหมู่เกาะ มีสัตว์น้ำและนกทะเลจำนวนมาก รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงประกาศให้บริเวณหมู่เกาะเป็นอุทยานแห่งชาติด้วยค่ะ

Los Roques, Venezuela

2. Angel Falls, Venezuela

นอกเหนือจากหมู่เกาะ Los Roques แล้ว น้ำตกเอนเจลนับเป็นอีกสถานที่ที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวเวเนซุเอลา น้ำตกเอนเจล เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงกว่าน้ำตกไนแอการาถึง 15 เท่า โดยน้ำที่ไหลมาจากภูเขา Auyantepu มีความสูงกว่า 950 เมตร น้ำตกเอนเจล ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเกียนา ติดกับประเทศกายอานา สำหรับการเดินทางมายังน้ำตกค่อนข้างทุลักทุเล เพราะต้องนั่งเครื่องบิน แล้วต่อด้วยเรือ จากนั้นก็เดินขึ้นที่ราบสูง ใครที่ชื่นชอบการผจญภัย ห้ามพลาดเลยค่ะ

Angel Falls, Venezuela

3. Tayrona National Park, Colombia

อุทยานแห่งชาติ Tayrona ประเทศโคลอมเบีย แหล่งรักษาพันธุ์สัตว์ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลแคริเบียน มีอาณาบริเวณกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งทางน้ำและทางบก มีความหลากหลายทางชีวภาพ และสายพันธุ์สัตว์กว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งนกทะเล สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และค้างคาว โดยจุดไฮไลต์สำคัญที่นอกเหนือการชมสายพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ แล้ว ก็คือการมาเดินเล่นริมชายหาดทะเล ที่มีความสวยงามด้วยพื้นหลังภูเขาและต้นมะพร้าว

Tayrona National Park, Colombia

4. The Amazon via Quito, Ecuador

กีโตเป็นทั้งเมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ และประตูสู่ป่าอเมซอน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นิยมเข้าสู่ป่าอเมซอนผ่านทางเมืองกีโต เพราะว่าพื้นที่ป่าอเมซอนของประเทศเอกวาดอร์ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลมีการจัดสรรพื้นที่ระหว่างเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตสงวนแห่งชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติ และสัตว์หายากที่หาดูที่ไหนไม่ได้ค่ะ นอกจากนี้ ด้วยความที่เมืองกีโต เป็นเมืองหลวงของประเทศ สำหรับใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ภายในเมืองก็มีอาคารเก่าแก่ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติให้เข้าเยี่ยมชมด้วยค่ะ

The Amazon via Quito, Ecuador

5. Galapagos Island, Ecuador

นอกเหนือจากป่าอเมซอนแล้ว สำหรับสายรักธรรมชาติ ที่อยากชมสัตว์หายากหลากหลายสายพันธุ์ หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ ถือเป็น “Must Bucket List” ที่ต้องไปให้ได้เลยค่ะ เพราะหมู่เกาะแห่งนี้ มีเต่ายักษ์ อิกัวนายักษ์ และสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์อื่น ๆ ที่หาชมที่ไหนไม่ได้ และถ้าใครเคยอ่านงานของชาร์ล ดาวิน ที่ว่าด้วยวิวัฒนาการทางธรรมชาติด้วยแล้วละก็ ต้องคุ้นเคยกับชื่อเกาะกาลาปากอสแน่ ๆ สำหรับหมู่เกาะกาลาปากอส เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟลาวา ประกอบไปด้วยเกาะหลัก 18 เกาะ ตัวหมู่เกาะอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ ประมาณ 900 กิโลเมตร

Galapagos Island, Ecuador

6. Machu Picchu, Peru

จากประเทศเอกวาดอร์ ลงใต้มาต่อกันที่ประเทศเปรู สถานที่แรกที่เราจะพาเที่ยวก็คือ มาชูปิกชู แหล่งอารยธรรมโบราณที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของชนเผ่าอินคา ก่อนที่จะเกิดการล่าอาณานิคมโดยชาวสเปน มาชูปิกชูเป็นพระราชวังของจักรพรรดิอินคา และเป็นสถานที่สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอินคา โดยตัวโบราณสถานตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีสเปรู สาเหตุที่มาชูปิกชูยังคงมีสภาพดี ก็เพราะว่า เมื่อชาวสเปนเข้ามายังประเทศเปรูแล้ว มาชูปิกชูถูกทิ้งร้างโดยชาวสเปนมาโดยตลอด จนกระทั่งศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีชาวอเมริกาค้นพบโบราณสถานแห่งนี้ในศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่นั่นมา มาชูปิกชูได้รับการบูรณะ และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศเปรูจนถึงปัจจุบันค่ะ

Machu Picchu, Peru

7. Rainbow Mountain, Ausangate, Peru

ถัดจากมาชูปิกชู ภูเขาสายรุ้งบนเทือกเขาแอนดีส นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่หากไปเปรูแล้วต้องแวะไปให้ได้ ภูเขาสายรุ้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากแร่ธาตุและทรายแดงที่สะสมนานหลายร้อยปี ทำให้เกิดเป็นภูเขาที่มีหลากสีสันไล่เรียงเฉดกันไปเหมือนสายรุ้งนั่นเอง ภูเขาสายรุ้งตั้งอยู่ที่ความสูงกว่า 5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศจึงบางเบา อาจทำให้เหนื่อยง่ายและหายใจลำบาก การเดินทางไปนั้นอาจยากสักนิดเพราะไม่มีรถยนต์เข้าไปถึง ทำให้ต้องอาศัยการเดินหรือขี่ม้าขึ้นไป แต่รับรองว่าระหว่างทางเดินจะพบกับวิวทิวทิศน์ที่สวยงามไม่แพ้ภูเขาสายรุ้งเลยค่ะ

Rainbow Mountain, Ausangate, Peru

8. Laguna Verde, Bolivia

เขยิบลงมาใต้อีกนิด กับประเทศโบลิเวีย Laguna Verde ทะเลสาบสีเขียวมรกต ที่มีภูมิทัศน์ข้างหลังเป็นภูเขาไฟลาวา Licancabur ตัวทะเลสาบตั้งอยู่บนเขตสวงนแห่งชาติโบลิเวีย กลางเทือกเขาแอนดีส สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร มีพื้นที่อาณาบริเวณประมาณ 5.2 กิโลเมตร Laguna Verde ไม่ได้มีดีเพียงแค่ทะเลสาบสีเขียวมรกตเท่านั้น เพราะภูเขาไฟลาวา Licancabur ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะการปีนขึ้นจุดสูงสุด แล้วมองลงมายังทะเลสาบสีเขียวมรกต นอกจากนี้ ภายในเขตสงวนแห่งชาติยังมีสัตว์หายากอย่างนก ฟลามิงโกให้ชมกันด้วยค่ะ

Laguna Verde, Bolivia

9. Lake Titicaca, Bolivia

ทะเลสาบ Titicaca ประเทศโบลิเวีย ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ครอบคลุมอาณาบริเวณสองประเทศคือ โบลิเวียและเปรู ทะเลสาบอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,800 เมตร ประกอบไปด้วยเกาะเล็กใหญ่กว่า 41 เกาะ ซึ่งมีผู้คนพักอาศัยอยู่จริง ๆ ภายในทะเลสาบ Titicaca มีสัตว์น้ำอาศัยและดำรงชีพ มากกว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและชีวภาพเป็นอย่างมาก

Lake Titicaca, Bolivia

10. Salar de Uyuni, Bolivia

มาถึงสถานที่สุดท้ายของประเทศโบลิเวีย กับ Salar de Uyuni ซึ่งเป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 3,500 เมตร ไฮไลต์สำคัญของทะเลเกลือแห่งนี้คือ สีขาวละลานตาของเม็ดเกลือ ตัดกับ สีฟ้าใสของนภา เกิดเป็นภาพสวยงามจับตา โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มวลทรายปกคลุมทั่วผืนน้ำ เปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ส่องแสงระยิบระยับ สะท้อนมนต์เสน่ห์แห่งทะเลเกลือ รับรองว่ามาเที่ยวแล้ว ต้องได้ภายสวย ๆ ไปอวดเพื่อนแน่นอนค่ะ ^^

Salar de Uyuni, Bolivia

11. Fernando de Noronha, Brazil

Fernando de Noronha เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ห่างจากชายฝั่งบราซิลประมาณ 354 กิโลเมตร หมู่เกาะแห่งนี้ ประกอบไปด้วย 21 เกาะย่อย แต่มีเพียงแค่เกาะเดียวเท่านั้นที่มีคนอาศัยอยู่ค่ะ โดยมีพื้นที่ขนาดประมาณ 18.4 กิโลเมตร และในแต่ละวัน จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามายังหมู่เกาะ เพียงแค่ 420 คนเท่านั้น เพื่ออนุรักษ์ให้ชายหาด ปะการัง และสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ถ้าใครมาเที่ยวที่หมู่เกาะแห่งนี้ จะพบกับฝูงโลมาที่แหวกว่ายเคียงข้างกับเรือท่องเที่ยวเลยค่ะ

Fernando de Noronha, Brazil

12. Iguazu Falls, Brazil

น้ำตกอิกวาซู น้ำตกที่สามารถมองเห็นได้ทั้งจากฝั่งบราซิลและอาร์เจนตินา โดยคำว่า “อีกวาซู” มาจากภาษากวารานี (Guarani) ของชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม แปลว่าน้ำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็ใหญ่สมชื่อจริง ๆ เพราะมีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูง 269 ฟุต ใหญ่กว่าน้ำตกไนแอการาถึง 30 เท่า และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอีกด้วยค่ะ
น้ำตกอิกวาซูได้รับสมญานามว่าน้ำตกสองสัญชาติ หรือน้ำตกสองแผ่นดิน ฝั่งอาร์เจนตินาจะมีพื้นที่ใหญ่กว่าประมาณ 80% ส่วนฝั่งบราซิลพื้นที่น้อยกว่า เดินแค่ 2 ชั่วโมงก็ทั่วแล้วค่ะ วิวที่เห็นจะเป็นวิวแบบพาโนรามา และยังมีจุดชมวิวและสะพานทอดยาวไปถึงตัวน้ำตก ให้เราได้สัมผัสความชุ่มช่ำกันได้เต็มๆ หรือจะล่องเรือเพื่อชมความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกอย่างใกล้ชิดก็ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบค่ะ

Iguazu Falls, Brazil

13. Torres del Paine National Park, Chile

จากบราซิล มาต่อกันที่ประเทศชิลี กับอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine อุทยานแห่งชาติที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบ และแม่น้ำ โดยตัวอุทยานตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศชิลิกินอาณาบริเวณประมาณ 1,800 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติ Torres del Paine นับเป็นอุทยานที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในประเทศชิลี โดยเฉลี่ยแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 252,000 คน
สำหรับกิจกรรมภายในอุทยานแห่งชาติ มีทั้งการเดินเขา เดินป่า ซึ่งมีหลากหลายเส้นทางให้เลือกเดิน หรือใครอยากชมความงามของทะเลสาบ ก็สามารถล่องเรือชมทะเลสาบและธารน้ำแข็งได้ค่ะ

Torres del Paine National Park, Chile

14. Easter Islands, Chile

เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) เป็นเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิคอย่างโดดเดี่ยว ห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ขนาดของเกาะมีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร และมีความยาวเพียง 25 กิโลเมตรเท่านั้น ก่อนที่จะมีคนมาอยู่อาศัย ที่นี่ก็มีแค่นกทะเล และแมลงปอเท่านั้นเองค่ะ ส่วนพระเอกตัวจริงที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนก็คือเจ้ารูปปั้นยักษ์แกะสลักเป็นหน้าคน ที่เรียกว่า “โมอาย” เจ้าโมอายนี้ กระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะประมาณ 887 ตัว รวมทั้งตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ และเสียหายระหว่างการขนย้ายด้วย บางตัวมีแค่ส่วนหัว บ้างก็มีส่วนลำตัวที่ส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดของตัวโมอายที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงถึง 10 เมตรน้ำหนักกว่า 82 ตัน
ปัจจุบัน รูปปั้นโมอายแห่งเกาะอีสเตอร์ ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก โดยองค์กร UNESCO ประกอบกับในปี ค.ศ.1888 เกาะแห่งนี้ถูกผนวกรวมเข้ากับประเทศชิลีและมีการสร้างสนามบินขึ้น เกาะอีสเตอร์จึงกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศชิลีเลยค่ะ

Easter Islands, Chile

15. Valle de la Luna and Atacama Desert, Chile

ทะเลทรายอาตากามา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศชิลี โดยตัวทะเลทรายอาตากามาตั้งอยู่ติดกับคาบสมุทรแปซิฟิกทางฝั่งตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส มีความยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เป็นทะเลทรายที่มีค่าเฉลี่ยของน้ำฝนต่อปีอยู่ที่ประมาณ 15 มิลลิเมตร แต่จะมีค่าความชื้นเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม หรือ ฤดูหนาว เพราะลมที่ถูกพัดมาจากขั้วโลกใต้ได้พาหิมะพัดผ่านเงาฝนมาด้วยนั่นเอง หิมะและลมเหล่านั้นนำพาเกลือมาจากคาบสมุทรแอนตาร์กติกา มีผลให้ปริมาณเกลือที่ตกค้างเกิดผลึกก่อตัวกับพื้นดิน ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายกับพื้นผิวบนดวงจันทร์ ที่มีชื่อว่า El Valle de la Luna

Valle de la Luna and Atacama Desert, Chile

16. Los Glaciares National Park, Argentina

มาถึงประเทศสุดท้ายกับประเทศอาร์เจนติน่า ที่แรกที่เราจะพาไปเที่ยวก็คือ อุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส สวรรค์ของเหล่านักผจญภัย เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังมีเส้นทางการเดินป่าติดอันดับต้น ๆ ของโลก คนที่ชอบปีนเขา ตั้งแคมป์ ลุยป่า จะต้องหลงรักที่นี่แน่นอนค่ะ
อุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรสได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปี ค.ศ. 1981 และถูกจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของอาร์เจนตินา พื้นที่ 1 ใน 3 ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ แม่น้ำ และภูเขารูปทรงแปลกตามากมายที่เกิดจากการกัดกร่อนของลมมากว่าหลายพันล้านปี เหมือนได้หลุดไปในโลกน้ำแข็งเลยค่ะ

Los Glaciares National Park, Argentina

17. Mendoza Wine Region, Argentina

มาถึงสถานที่สุดท้าย กับเมืองเมนโดซา เมืองแห่งไวน์ ประเทศอาร์เจนติน่า เพียงแค่ย่างก้าวเข้าเมืองเมนโดซากลิ่นไวน์ก็ลอยมาแตะจมูกแล้วค่ะ เพราะที่นี่เป็นเมืองผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงของโลก มีไวน์ชั้นดี รสชาติเยี่ยม และยังโดดเด่นเรื่องทิวทัศน์ที่งดงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ทั้งเมืองจะมีสวนไวน์ ที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้และไร่องุ่น สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย ทั้งปีนเขา เดินป่า ขี่ม้า ล่องเรือ และชมโรงบ่มไวน์ ถ้าใครมาช่วงมีนาคม-เมษายน จะมีเทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นซึ่งเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของเมนโดซา เป็นเหมือนการเลี้ยงฉลองประจำปี มีทั้งการเต้นรำและจุดพลุ นอกจากนี้ ภายในเมืองยังมีร้านอาหาร ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ และอาคารสวยงามต่าง ๆ ให้เที่ยวชมอย่างจุใจเลยค่ะ

Mendoza Wine Region, Argentina

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 17 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของทวีปอเมริกาใต้ ต้องบอกเลยว่า สถานที่ที่เราแนะนำ เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น เพราะแต่ละประเทศ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปอีกเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบอุทยานแห่งชาติ ป่าไม้ หรือสัตว์หายาก ไปเที่ยวประเทศแถบอเมริกาใต้ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Best Places to Visit South America

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
01-10 Tokyo Cafe 1200x628

10 ร้านอาหารและคาเฟ่สุดแนวเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

Best Unique Cafe Restaurant Tokyo

10 ร้านอาหารและคาเฟ่สุดแนวเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โตเกียว นับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ด้วยความทันสมัยของเมือง แหล่งท่องเที่ยวและช้อปปิ้งสุดฮิตใจกลางเมือง ทั้งชิบูย่า กินซ่า ชินจูกู หรือใครที่ชื่นชอบอาหารทะเล ก็มีตลาดปลาซึกิจิให้เลือกซื้อทานกัน ซึ่งนอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวไปแล้ว โตเกียวยังมีร้านอาหารและคาเฟ่สุดแปลกและแหวกแนวซ่อนตัวอยู่เพียบ บทความนี้ Allianz Travel เลยขอพาผู้อ่านไปเที่ยวชม 10 ร้านอาหารและคาเฟ่สุดแนวในเมืองโตเกียวกันค่ะ

1. Ninja Castle Akasuka

Ninja Akasuka ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านอาซากุสะ ด้วยธีมการตกแต่งร้านแบบ “นินจา” ทำให้ร้านมีความโดดเด่น และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก เมื่อเข้ามาในร้านแล้ว จะพบกับห้องที่แต่งให้คล้ายกับกระท่อมของนินจาและมีน้ำตกบ่อเล็ก ๆ ซึ่งเราสามารถโยนเหรียญเพื่อบริจาคเงินให้กับศาลเจ้า Hiseda และขอพรให้ตัวเองและครอบครัวได้ค่ะ

สำหรับเมนูอาหารที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงกว่าร้านอาหารทั่วไปนิดนึงค่ะ ซึ่งมี 11 เมนคอร์สให้เลือกกัน หรือใครสนใจจะทานแบบเมนูเดี่ยวก็ได้เช่นกัน โดยราคาอาหารเริ่มที่ประมาณ 350 บาท ต่อเมนูค่ะ

Address: Tokyo Plaza 1st Floor, 2-14-3 Nagataoho, Chiyoda-ku, Akasuka, Tokyo

Phone: +81 3-5157-3936

Hours: 17.00 PM – 22.30 PM

Ninja Castle Akasuka

2. Sengoku Buyuden

Sengoku Buyuden ร้านอาหารญี่ปุ่นย่านชินจูกุที่จะพาเราย้อนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นไปช่วงยุคสมัย “เซ็นโกคุ” ราวศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นแตกแยกและแบ่งการปกครองเป็นแคว้นต่าง ๆ ภายในร้านจะตกแต่งด้วยธีมชุดเกราะและซามูไร ผนังภายในร้านจะมีธงผ้าชื่อตระกูลที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเซ็นโกคุติดประดับไว้เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้ดูขลังขึ้น และที่นี่ก็ไม่ได้มีดีแค่การตกแต่งร้านเท่านั้นค่ะ เพราะว่าอาหารหลากหลายชนิดก็ขึ้นชื่อด้านความอร่อยเหมือนกัน อาทิ เนื้อปลาลนไฟ, ไก่ทอดคาราเกะ, ซูชิ, สุกี้หม้อไฟญี่ปุ่น โดยราคาเฉลี่ยต่อคนจะตกอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทค่ะ

Address: T-wing building 4F, 1-6-2, Kabukicho, Shinjuku-ku, Tokyo

Phone: +81 3-6778-5470

Hours: Mon-Thu 17:00 PM – 24:00 PM
Fri, Sat, Before Holiday 17:00 PM – 04:30 AM
Sun & Holiday 17:00 PM -23:30 PM

Sengoku Buyuden

3. Vampire Cafe

Vampire Cafe ร้านอาหารย่านกินซ่าที่มีธีมการตกแต่งร้านด้วยศิลปะสไตล์ปราสาทแดร็กคูล่า ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะอาหาร เฟอนิเจอร์ เชิงเทียน โลงศพ หรือหัวกะโหลก คละเคล้าด้วยโทนสีแดงสด และมีรอยเลือดในบางจุดเป็นกิมมิค รวมถึงมีพนักงานเสิร์ฟแต่งตัวเป็นแวมไพร์เมด มาเสิร์ฟอาหารให้กับทุก ๆ ท่านด้วยค่ะ

ในส่วนของเมนูอาหารนั้นก็จะตั้งชื่อเกี่ยวกับแวมไพร์ รวมไปถึงการออกแบบเมนูอาหารเครื่องดื่มที่หน้าตาดูเข้ากับบรรยากาศร้านได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องดื่มที่เหมือนเลือดสด ๆ และเมนูต่าง ๆ ก็ได้มีการตกแต่งสีแดงให้คล้ายเลือดมากที่สุด โดยที่นี่จะมีให้เลือกแบบเป็นเมนคอร์สหรือว่าจะเป็นแบบจานเดี่ยว สนนราคาต่อคอร์สอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 4,000 เยน (800 – 1,200 บาท) ใครที่อยากลองอะไรแปลก ๆ ดูบ้าง ก็สามารถไปลองกันได้ค่ะ

Address: 104-0061 Tokyo-to, Chuo City, Ginza, 6-chome 7-6, 7F.

Phone: +81 3-3289-5360

Hours: 17.00 PM – 23.30 PM
Fri, Sat, Before Holiday 17:00 PM – 04:30 AM
Sun & Holiday 17:00 PM -23:30 PM

Vampire Cafe

4. Kawaii Monster Cafe

Kawaii Monster Cafe คาเฟ่สุดชิค สีแสบสัน ที่ใครเห็นเป็นต้องอยากเข้าไปถ่ายรูป ตัวคาเฟ่ตั้งอยู่บนย่านชิบูย่า ออกแบบภายในโดยดีไซเนอร์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Sebastian Masuda เจ้าพ่อแห่งวัฒนธรรมคาวาอิ

ภายในร้านตกแต่งได้อย่างสวยงามและมหัศจรรย์กับแต่ละไอเดียสุดล้ำ มาพร้อมกับ สีสัน ความสดใส และความสนุกสนาน ในคอนเซปต์ Sweets Go Round ที่มีทั้งหมด 4 มุม ได้แก่ Mushroom Disco, Milk Stand, Bar Experiment และ Mel-Tea Room ซึ่งใครที่เข้ามาก็จะได้ชมงานอาร์ทพร้อมกับสาว ๆ สุดน่ารักที่มาเสิร์ฟอาหารในชุดของ Monster Girl ค่ะ

Kawaii Monster Cafe ถือเป็นร้านที่ค่อนข้างฉีกแนวมาก โดยค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยจะตกอยู่คนละประมาณ 2,500 เยน หรือประมาณ 750 บาท สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม ใครอยากสัมผัสแฟชั่นญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร และได้ฉากถ่ายรูปแปลกใหม่ ต้องแวะมาร้านนี้ให้ได้เลยค่ะ

Address: YM square building 4F, 4-31-10, Jingumae, Shibuya, Tokyo

Phone: +81 3-5413-6142

Hours: Lunch 11.30 AM – 16.30 PM (Last Entry 15.30 PM)
Dinner 18.00 PM – 22.30 PM (Last order 22.00 PM)

Kawaii Monster Cafe

5. Kichijoji Yurei, Ghost Bar

คิชิโจจิ ยูเร ร้านอิซากายะที่แปลกแหวกแนวด้วยธีมการตกแต่งร้านและเมนูอาหารแบบ “ผีๆ” ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบสัมผัสประสบการณ์ทานอาหารแปลกใหม่ และชอบเรื่องผี เพราะตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน จะพบกับพนักงานเสิร์ฟที่แต่งตัวเป็นผีญี่ปุ่นรอต้อนรับ เมื่อเดินเข้ามาข้างในแล้ว จะได้ยินเสียงเพลงที่ชวนขนลุก พร้อมการแต่งห้องและโต๊ะให้มืดสลัวและน่าขนลุก ทั้งโลงศพ เลือด หรือมือคนที่ขาด

ส่วนเมนูอาหารภายในร้านก็จะมาในธีมผีญี่ปุ่นด้วยค่ะ อาทิ วาระนิงเกียวคุง เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตุ๊กตาผีวาระนิงเกียว หรือคาราคคะสะคุง เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผีร่ม นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีของให้เราเล่นและถ่ายรูปด้วยค่ะ เช่น การเข้าไปนอนในโลงศพแล้วถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

Address: 1-8-11 Minami-cho, Kichijoji, Musashino City

Phone: 04-22-41-0194

Hours: 17.00 PM – Last train

Kichijoji Yurei, Ghost Bar

6. Penguin Bar

เพนกวินบาร์ บาร์สุดเกร๋ที่เราสามารถทานอาหาร ดื่มเครื่องดื่มสุดเย็นฉ่ำ พร้อมกับชมเพนกวินตัวเป็นๆ เมื่อเดินเข้ามาภายในร้าน จะพบการตกแต่งและบรรยากาศภายในร้านที่อิงกับเพนกวินแบบสุด ๆ ทั้งเมนูอาหาร รูปภาพติดผนัง โต๊ะและเครื่องใช้ต่าง ๆ ขณะที่ตัวเพนกวินจะถูกแบ่งไว้เป็นสัดส่วนภายในร้าน ซึ่งเราสามารถเข้าไปถ่ายรูปได้ใกล้ๆ เลยค่ะ

Address: 171-0014 Tokyo, Toshima City, Ikebukuro, 2 Chome−38−2 COSMY1

Phone: +81 3-5927-1310

Hours: 11.30 AM – 15.00 PM – 16.00 PM – 22.00 PM

Penguin Bar

7. 8-bit Cafe

8 bit คาเฟ่ คาเฟ่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่โหยหากลิ่นอายของเกมเก่าย้อนสมัยอย่างเกม 8 bit จากเครื่อง Family Computer หรือที่เรียกติดปากว่า Famicom ภายในร้านเต็มไปด้วยกลิ่นอายเกม 8 bit ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตู้เกมเก่าโบราณไปจนถึงมังงะเก่า ตุ๊กตาและของสะสมต่าง ๆ แม้กระทั่งเพลงในร้านก็ยังเป็นเพลงจากเกมสมัยเก่า นอกจากนี้ เรายังสามารถเข้ามานั่งเล่นเกม 8 bit ระหว่างรออาหารเสิร์ฟได้อีกด้วยค่ะ

Address: Q Bld. 5F, 3-8-9 Shinjuku, Tokyo 160-0022

Phone: +81 3-3358-0407

Hours: Sun-Mon, Wed-Thu 18.00 PM – 24.00 PM | Fri-Sat 18.00 PM – 05.00 AM | Closed Tue

8-bit Cafe

8. Eorzea Cafe

มาต่อกันอีกหนึ่งคาเฟ่เกม กับคาเฟ่ Final Fantasy Eorzea ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่แต่งด้วยธีม Final Fantasy นั่นเองค่ะ โดยที่ชื่อร้าน Eorzea มาจากชื่อทวีปภายในเกม และเมื่อเดินเข้ามาภายในร้าน ก็จะพบกับการตกแต่งด้วยตัวละครภายในเกม Final Fantasy รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ เมนูอาหาร และหุ่นฟิกเกอร์ต่าง ๆ Eorzea Cafe ถือเป็นคาเฟ่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ถ้าใครอยากมาลองทานอาหารและถ่ายรูปที่นี่แนะนำให้จองล่วงหน้ากันก่อนนะคะ

Address: 1-1-10, Soto Kanda Pasela Resort AKIBA Multi Entertainment 2F, Chiyoda Tokyo Prefecture

Phone: +81 120-192-759

Hours: 11.30 AM – 10.00 PM

Eorzea Cafe

9. Alice in Fantasy Book Restaurant

Alice in Fantasy Book ร้านอาหารยอดนิยมที่จะพาเราเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยาย ซึ่งร้านอลิซได้รับความนิยมล้นหลามจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวญี่ปุ่น ก่อนเดินเข้าร้านจะมีกิมมิค ให้เราเคาะลงไปบนปกแข็งของหนังสือยักษ์แล้วจะร้านจะเปิดประตูให้เราเดินเข้าไป พอเข้ามาแล้วก็เหมือนได้ร่วงลงโพรงกระต่ายเข้าสู่โลกของอลิซเลย ภายในร้านจะมีโซนหลักใต้โคมระย้าระยิบระยับที่ตกแต่งด้วยภาพวาดฝาผนังขนาดใหญ่ในธีมอลิซแดนมหัศจรรย์ โต๊ะอื่น ๆ รอบโซนหลักถูกแบ่งออกจากกันโดยหนังสือของอลิซเล่มมหึมา ทำให้แต่ละโซนดูเป็นสัดส่วนและส่วนตัวยิ่งขึ้นค่ะ

Address: 1-6-2 T-wing Bldg. B2, Kabukicho, Shinjuku 160-0021 Tokyo Prefecture

Phone: +81 3-3207-9055

Hours: Mon – Fri 16.00 PM – 23.30 PM
Sat – Sun 11.00 AM – 15.00 PM, 16.00 PM – 23.30 PM

Alice in Fantasy Book Restaurant

10. The Lockup, Shinjuku

The Lockup เป็นร้านอาหารอิซากายะชื่อดังย่านชินจูกุที่ตกแต่งร้านด้วยธีม “ห้องขัง” ภายในร้านจะมีการตกแต่งบรรยากาศให้คล้ายเหมือนคุก โดยแต่ละห้องจะถูกเปลี่ยนให้เป็นห้องขัง และพนักงานเสิร์ฟก็จะแต่งตัวคล้ายกับคนคุมนักโทษ นอกจากนี้ ระหว่างทานอาหาร ทางร้านจะมีการแสดงโชว์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธีมของร้านให้ดูกันด้วยค่ะ

ในส่วนของอาหารจะมีราคาค่อนข้างแพงกว่าข้างนอก ร้านอาหาร The Lockup จึงเหมาะกับการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษ หรือการลองเปลี่ยนบรรยากาศจากร้านอาหารปกติค่ะ

Address: 1-16-3 6/7F Shinjuku Square Bldg., Kabukicho, Shinjuku 160-0021, Tokyo

Phone: +81 3-5292-5516

Hours: 17.00 PM – 1.00 AM

The Lockup, Shinjuku

สำหรับใครที่มาเที่ยวโตเกียว และอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหาร หรืออยากหามุมใหม่ ๆ ในการถ่ายรูปเกร๋ ๆ 10 ร้านอาหารและคาเฟ่สุดแนวที่แนะนำไปข้างต้น รับรองว่าจะต้องถูกใจแน่นอนค่ะ ^^

ขอบคุณข้อมูลจาก :
Lose Yourself at Tokyo’s Top 12 Themed Restaurants

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
02-12 Trekking Route 1200x628

ตะลุยธรรมชาติ: 12 เส้นทางเดินเขาทวีปยุโรป

Best Hiking Trails Europe

ตะลุยธรรมชาติ: 12 เส้นทางเดินเขาทวีปยุโรป

การท่องเที่ยวด้วยการเดินเขาถือเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวสายผจญภัยที่ชื่นชอบความท้าทายและความทรหด ความสนุกของการเดินเขา นอกเหนือจากการได้ท้าทายขีดจำกัดตัวเองแล้ว ก็คือการค้นพบธรรมชาติที่สวยงามระหว่างทาง และประสบการณ์แปลกใหม่ที่หาที่ไหนไม่ได้ ประเทศแถบยุโรป นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การเดินเขาและเดินป่าเป็นอย่างมาก เพราะมีแนวเทือกเขาแอลป์และอุทยานแห่งชาติทอดยาวในหลายประเทศ บทความนี้ Allianz Travel เลยขอเอาใจคนรักการผจญภัย พาไปดู 12 สถานที่เดินเขายอดนิยมทวีปยุโรป จะสวยงามแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

1. The King’s Trail, Sweden

ระยะทาง: 440 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 8-10 วัน

ระดับความยาก: ยาก

มาเริ่มกันที่เส้นทางแรกกันเลยค่ะ กับ The Kings Trail เส้นทางเดินเขาที่สวยงามที่สุดในประเทศสวีเดน ด้วยระยะทางเดินกว่า 440 กิโลเมตร เริ่มเดินเท้าจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Abisko ไปจนถึง Kebnekaise ซึ่งเป็นจุดสูงที่สุดในสวีเดน และวิวทิวทัศน์จุดนี้ก็มีความสวยงามมากจนแทบลืมหายใจเลยค่ะ

ตลอดสองข้างทางเดินเขา จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางบ่อยครั้ง เนื่องจากทางมีความซับซ้อนและทรหดพอสมควร The Kings Trail จึงเหมาะกับนักเดินเขามืออาชีพมากกว่ามือสมัครเล่น หรือคนที่ไม่เคยเดินเขาเลยค่ะ

The King’s Trail, Sweden

Cr.Visit Sweden

2. Haute Route, France & Switzerland

ระยะทาง: 180 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 14 วัน

ระดับความยาก: ยาก

Haute Route เป็นเส้นทางเดินเขาที่พาดผ่านสองประเทศคือฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ Haute Route มีความสวยงามอยู่ที่วิวทิวทัศน์ระหว่างทางเดินที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยเฉพาะการต้องเดินขึ้นภูเขาธารน้ำแข็งสูง 4,000 เมตร จากนั้นก็เดินลงผ่านหุบเขาป่าไม้สีเขียว ซึ่งทัศนียภาพที่แตกต่างกันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของ Haute Route เลยค่ะ

Haute Route เริ่มเดินจากเมือง Chamonix ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ไปยังเมือง Zermatt ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับใครที่อยากมาเดินเขาที่นี้ ช่วงฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด เพราะจะเห็นทัศนียภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ

Haute Route, France & Switzerland

Cr.Hauteroutehiking

3. Tour de Monte Rosa, Switzerland

ระยะทาง: 163 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 9 วัน

ระดับความยาก: ยาก

Tour de Monte Rosa เป็นเส้นทางเดินเขาบนเทือกเขาแอลป์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีจุดชมวิวมากมายที่ทำให้นักเดินเขาหลงใหล และมายังสถานที่แห่งนี้กันทุกปี เส้นทางเดินเขาเริ่มที่ Zermatt ผ่านไปยัง Cervinia และจบเส้นทางที่ Saas-Fee and Grachen

ถึงแม้ว่าการมาเดินเขา Monte Rosa หน้าหนาว จะทำให้เห็นวิวทิวทัศน์แบบ “เมืองหิมะ” แต่เพื่อความปลอดภัย ควรมาเดินขึ้นเขาในช่วงฤดูร้อนมากกว่าค่ะ

Tour de Monte Rosa, Switzerland

Cr.Zermatt.ch

4. Tour de Mont Blanc, France, Switzerland, and Italy

ระยะทาง: 170 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 11 วัน

ระดับความยาก: ปานกลาง – ยาก

Tour de Mont Blanc เส้นทางเดินเขาที่ได้รับขนานนามว่า “ราชาขุนเขาแห่งยุโรป” เนื่องด้วยทัศนียภาพที่โดดเด่นและสวยงามระดับห้าดาว รอให้นักเดินเขาได้สัมผัสและซึมซับบรรยากาศอย่างเต็มอิ่มตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ โดยเส้นทาง Tour de Mont Blanc จะเริ่มจากเมือง Chamonix ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ไปจบลงที่ Courmayeur หมู่บ้านในประเทศอิตาลี

Tour de Mont Blanc, France, Switzerland, and Italy

Cr.Monkeysandmoutains

5. Hardangervidda Transverse, Norway

ระยะทาง: 67 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 7 วัน

ระดับความยาก: ปานกลาง

Hardangervidda เป็นเส้นทางเดินเขาบนที่ราบสูง ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งนักเดินเขามือสมัครเล่น หรือคนที่ไม่เคยเดินเขามาก่อนเลย ก็สามารถมาเดินเส้นทางนี้ได้ เพราะไม่ต้องเดินผ่านเขาสูงชันนัก ที่สำคัญ ตลอดสองข้างทางจะพบกับทัศนียภาพที่สวยงามทั้งธารน้ำแข็ง ทะเลสาบและแม่น้ำ

Hardangervidda Transverse, Norway

6. Cinque Terre Mountain Trail, Italy

ระยะทาง: 40 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 2-5 วัน

ระดับความยาก: ปานกลาง

Clinque Terre เส้นทางเดินเขายอดนิยมของประเทศอิตาลี และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่สวยที่สุดในประเทศยุโรป โดยเฉพาะถ้าเป็นนักเดินเขาที่ชื่นชอบทัศนียภาพริมชายหาด เพราะเส้นทางเดินเขาติดชายฝั่งทะเล และเมื่อพระอาทิตย์ตกดินสะท้อนกับผิวน้ำ ภาพทิวทัศน์มีความสวยมากจนต้องหยุดดูเลยค่ะ

สำหรับใครที่ไม่ชอบเดินเขาแบบคนพลุกพล่าน แนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางติดทางรถไฟ และควรมีไกด์ท้องถิ่นที่ชำนาญทางให้คำแนะนำในการเดินทางด้วยค่ะ

Cinque Terre Mountain Trail, Italy

7. Alpe Adria Trail, Austria, Slovenia, Italy

ระยะทาง: 750 กิโลเมตร (แบ่งเป็น 43 Section, Section ละ 20 กิโลเมตร)

ระยะเวลา: 32 วัน

ระดับความยาก: ยาก

Alpe Adria Trail เส้นทางเดินเขาที่มีระยะทางยาวกว่า 750 กิโลเมตร พาดผ่านสามประเทศคือ ออสเตรีย สโลวีเนีย และอิตาลี ซึ่งตลอดเส้นทางจะพบกับความสวยงามของเทือกเขาแอล์ปสโลวีเนีย และหุบเขาที่เคยเป็นสถานที่รบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ตลอดเส้นทาง Alpe Adria มีทั้งการเดินผ่านเขาสูงชันที่มีความท้าทาย และเขาที่มีความชันไม่มากนัก โดยเราสามารถเลือกเส้นทางที่จะเดินได้ ไม่จำเป็นต้องเดินจนจบระยะ 750 กิโลเมตรก็ได้ค่ะ

Alpe Adria Trail, Austria, Slovenia, Italy

8. Central Picos Circuit, Spain

ระยะทาง: 79 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 5 วัน

ระดับความยาก: ยาก

เส้นทาง Central Picos Circuit เป็นเส้นทางผ่านภูเขา Picos de Europa ซึ่งพาดผ่านสามจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศสเปน ได้แก่ Cantabria, Asturias และ Leon เส้นทางบริเวณนี่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นหุบเขา ป่าไม้ หรือทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งตลอดเส้นทางจะมีป้ายบอกทางเดินและจุดพักชมวิวที่จัดทำโดยทางอุทยานด้วยค่ะ

Central Picos Circuit, Spain

Cr.ridestore

9. Eagles Walk, Austria

ระยะทาง: 412 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 1-10 วัน

ระดับความยาก: ปานกลาง – ยาก

“Eagles Walk” เส้นทางเดินเขาที่มีภูมิประเทศคล้ายกับนกอินทรีที่กำลังกางปีกบิน โดยเส้นทางจะเริ่มจากเมือง Tirol ทางตะวันออกไปยังตะวันตกของออสเตรีย และพาดผ่านภูเขาสองลูกคือ Arlberg และ Kaiser โดยมีระยะทางรวม 412 กิโลเมตร แบ่งเป็นทั้งหมด 33 Sections ด้วยกัน ซึ่งตลอดทางก็จะผ่านทั้งเทือกเขาที่มีความสูงชัน หุบเขา ป่าไม้ ทะเลสาบ และที่ราบ ซึ่งแต่ละสถานที่ ล้วนมีธรรมชาติที่สวยงาม รอให้นักเดินทางไปสัมผัสกันค่ะ

Eagles Walk, Austria

10. Laugavegurinn – Iceland

ระยะทาง: 54 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 3-5 วัน

ระดับความยาก: ง่าย

Laugavegurinn เป็นเส้นทางเดินป่าเขาที่ผสมผสานธรรมชาติมาไว้ที่นี่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหลากสี ภูเขาไฟลาวาที่เพิ่งมอด แคนยอน ถ้ำน้ำแข็ง ทะเลสาบสีดำ และโขดหินทรงประหลาด โดยเส้นทางเดินจะเริ่มจากป่าในไอซ์แลนด์ตะวันตกเฉียงใต้จากแหล่งน้ำพุร้อน Landmannalaugar ไปยังหุบเขาน้ำแข็ง Porsmork ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 3-5 วันค่ะ

Laugavegurinn – Iceland

11. England’s Coast to Coast, United Kingdom

ระยะทาง: 309 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 8-10 วัน

ระดับความยาก: ปานกลาง

England’s Coast to Coast เส้นทางเดินเลียบชายฝั่งจากทะเลไอริชไปยังทะเลเหนือ เริ่มจากอ่าว St. Bees Head และไปจบเส้นทางที่อ่าว Robin Hood รวมระยะทางกว่า 309 กิโลเมตร ตลอดสองข้างทาง เต็มไปด้วยสถานที่ทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะซากปรักหักพังสไตล์โรมัน อาคารบ้านเรือนโบราณ รวมถึงทัศนียภาพอันสวยงามจากริมผาและชายทะเลที่สำคัญ เส้นทางยาวกว่า 309 กิโลเมตรนี้ พาดผ่านอุทยานแห่งชาติถึง 3 อุทยานด้วยกันคือ Yorkshire Dales National Park, The Lake District National Park และ The North York Moors National Park

England’s Coast to Coast, United Kingdom

Cr.REI Adventures

12. Transylvanian Mountain Trail – Romania

ระยะทาง: 80 – 130 กิโลเมตร

ระยะเวลา: 7-10 วัน

ระดับความยาก: ปานกลาง – ยาก

เส้นทางเดินเขา Transylvanian เป็นจุดหมายปลายทางของใครหลาย ๆ คน ด้วยความสวยงามของภูเขา Carpathian บวกกับภาพวิวทิวทัศน์ปราสาท Bran ปราสาทที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 และตั้งตระหง่าอยู่กลางภูเขาล้อมรอบด้วยป่าไม้

เส้นทาง Transylvanian เป็นเส้นทางที่นักเดินเขามืออาชีพชอบมาเดิน สำหรับใครที่เป็นมือสมัครเล่น หรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เส้นทางนี้อาจไม่เหมาะเท่าไหร่ค่ะ

Transylvanian Mountain Trail - Romania

หลายๆ เส้นทางเดินเขาที่เราแนะนำข้างต้น ล้วนเต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติและทัศนียภาพระหว่างทาง แต่ละเส้นทางก็จะมีลักษณะภูมิประเทศเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นภูเขาธารน้ำแข็ง ภูเขาป่าไม้ หรือที่ราบสูง เราหวังว่าทั้ง 12 เส้นทางเดินเขาธรรมชาติในทวีปยุโรปที่แนะนำวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนเดินเขาในครั้งหน้านะคะ : )

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
12409622777167

[PROMOTION] อยากเที่ยวแหละดูออก ซื้อแผนประกันเดินทางรายปี รับเลย! บัตรกำนัล CENTRAL มูลค่า 1,500 บาท

Travel Sense

อยากเที่ยวแหละดูออก ซื้อแผนประกันเดินทางรายปี รับเลย! บัตรกำนัล CENTRAL มูลค่า 1,500 บาท

รอหมดโควิดคราวนี้ เที่ยวกันเลยตลอดปี Allianz Travel สนับสนุนการเที่ยวของคุณ ด้วยการมอบโปรโมชั่นแผนประกันภัยรายปี Perfect Sense แถมฟรีช้อปปิ้งห้าง ด้วยบัตรกำนัล Central มูลค่า 1,500 บาท

เงื่อนไขการรับรางวัล

สำหรับผู้ที่ซื้อแผนประกันการเดินทางรายปี PERFECT SENSE เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้รับบัตรกำนัล CENTRALมูลค่า 1,500 บาท เพียงลงทะเบียนที่ลิงก์นี้

เริ่มแจกแล้วตั้งแต่วันนี้ คลิกที่นี่ เพื่อซื้อประกันภัยการเดินทาง

กติกาการร่วมสนุกกิจกรรม

1. โปรโมชั่นนี้สำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัยการเดินทางแผนรายปี Perfect Sense ผ่านช่องทางออนไลน์ www.allianztravelthailand.com เท่านั้น และกรมธรรม์จะต้องไม่ถูกยกเลิกก่อนการเดินทาง
2. ผู้มีสิทธิ์ในการรับรางวัล คือ ผู้เอาประกันภัยการเดินทางที่ลงทะเบียนขอสิทธิ์ในการรับรางวัลผ่าน https://bit.ly/3ewuunU เท่านั้น
3. การตัดสินของบริษัทถือเป็นเด็ดขาดและสิ้นสุด หากพบว่าผู้ร่วมกิจกรรมมีการทุจริตในทุกรูปแบบ ทางคณะบริษัทสามารถตัดสิทธิ์การรับรางวัลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
4. สงวนสิทธิ์การเข้าร่วมรายการเฉพาะผู้ที่พำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
5. กรณีที่มีการยกเลิกกรมธรรม์ ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืนบัตรกำนัล Central ตามที่ระบุไว้ในโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย
6. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่าง ๆ ของกิจกรรมโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

หมายเหตุ:

1. ทางบริษัทจะดำเนินการส่งบัตรกำนัล Central ทางไปรษณีย์ ภายในระยะเวลา 30 วัน หลังจากซื้อกรมธรรม์แล้ว
2. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การส่งบัตรกำนัล Central กรณีสถานที่ติดต่อไม่ถูกต้อง
3. ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด ของรางวัลอื่นหรือโอนสิทธิ์ให้กับบุคคลอื่นได้
4. พนักงานในเครือ Allianz รวมถึงญาติของพนักงาน บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการรับรางวัลทุกกรณี

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

โทร. 0-2305-8512 (วันจันทร์ – วันศุกร์ 08.30 – 17.30)

FOLLOW US ON FACEBOOK

Continue Reading
ซื้อเลย

This is a unique website which will require a more modern browser to work!

Please upgrade today!