แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวฉบับมือโปร

stencil.blogcover (2)

แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวฉบับมือโปร

เคยไหม แบกของพะรุงพะรัง สามสี่กระเป๋าไปเที่ยวกับเพื่อน จนเพื่อนคนหนึ่ง(ที่แอบปลื้มอยู่)ถามว่า นี่จะย้ายบ้านหรอ? ถึงเวลาหาของก็หาไม่เจอ หิ้วไปหิ้วมาก็ไม่ไหว ต้องขอให้เพื่อนช่วยแบกเป็นภาระประชาชี เศร้าใจ

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อคุณทำตามขั้นตอนข้างล่างนี้ อิฉันรับรองว่า ไม่ว่าคุณจะมีอดีตยังไง ทริปหน้า คุณจะกลายเป็นสาวคล่องแคล่ว หนุ่มปราดเปรียว ที่เดินหิ้วกระเป๋าเล็กๆ ชิคๆ ใบเดียวไปเที่ยว ดูเป็นคนมีระเบียบในชีวิตขึ้นมาทันตาเห็น

Capture

Step 1 เลือกกระเป๋าให้เหมาะสม

กระเป๋าล้อลากคือกระเป๋าในอุดมคติสำหรับการท่องเที่ยว หากว่าทริปนั้นคุณไม่ได้ไปตกระกำที่ไหน เดินทางโดยเครื่องบินหรือรถโดยสารที่มีพื้นที่ให้เอากระเป๋าของคุณใส่ลงไป ต้องรีวิวแผนการท่องเที่ยวดีๆ (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีเพื่อนวางแผนท่องเที่ยวให้ตลอดเวลา) เพราะถ้าไปบุกป่าฝ่าดง หรือมีการเดินทางทางเรือ ก็ขอให้เปลี่ยนมาใช้เป้ Backpack หรือกระเป๋าที่มันไม่มีล้อดีกว่านะจ้ะ

Step 2 ทำ List สิ่งของที่ต้องเอาไป

จดออกมาเลยคะว่าจะเอาอะไรไปบ้าง เรื่องชุดที่จะใส่ก็ให้จินตนาการเป็นรายวันได้เลย เช่น วันที่ 1 เสื้อสีส้มลายมิกกี้เมาส์กับกางเกงขาสั้นอวดเรียวขางาม ว่ากันไป อะไรที่สามารถเอามา mix and match และใส่ซ้ำจะเป็นสิ่งที่เริ่ดมาก เวลาเอาของเข้ากระเป๋าก็ค่อยๆขีดออกทีละอย่าง ให้ชัวร์ว่าเอาไปครบ อ่อ อย่าลืมพกชุดชั้นในกุงเกงในไปเผื่อซักชิ้นสองชิ้นด้วย
ขอเน้นย้ำให้เอาเสื้อผ้าติดไว้กับตัวซักชุดในกรณีโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่อง เผื่อกระเป๋าหายกระเป๋ามาช้าหนูจะได้มีอะไรใส่ไม่ต้องทนเหม็นในชุดเน่าๆตัวเดิมเน้อ

Step 3 ของหนัก ของใหญ่ ใส่ก่อน

อะไรที่หนักๆ ใหญ่ๆ รูปร่างประหลาด เช่น รองเท้า ไดร์เป่าผม กระเป๋าของใช้ในห้องน้ำ เป็นต้น ให้เราใส่เข้าไปก่อน ตามด้วยพวกเสื้อผ้าเนื้อหน้า เช่น กางเกงยีนส์ เสื้อสเวตเตอร์ ยิ่งอันไหนหนักๆต้องใส่ให้ล่างๆไว้ ถ้ากระเป๋ามีล้อคือให้ใกล้ๆกับล้อ เพื่อการกระจายน้ำหนักได้อย่างสมบูรณ์ กระเป๋าจะได้ไม่พัง จะถือ จะลาก ก็ง่ายไม่เอนไปทางใดทางหนึ่ง

Step 4 เบาๆ เล็กๆ มาทีหลัง

พอใส่พวกใหญ่ๆไปแล้ว ค่อยหยอดอันเล็กๆในช่องว่างระหว่างพวกอันใหญ่ๆ ผ้าพันคอชีฟองหรือเสื้อผ้าเบาๆ ก็ให้เอาไว้บนๆ

Step 5 แพ็ครวมกัน

อันนี้ต้องอาศัยความครีเอทีพส่วนบุคคลเล็กน้อยที่จะสามารถแพ็คของหลายๆสิ่งไว้ด้วยกัน ท่าที่เห็นบ่อยๆ เช่น เอาเครื่องประดับใส่ไว้ในรองเท้าอีกที (อันนี้ต้องมั่นใจว่ารองเท้าหอมสะอาดพอสมควร) เอาขวดน้ำหอมใส่ในถุงเท้า (กันแตกไปในตัว) ม้วนเข็มขัดยัดใส่ในคอปกของเสื้อเชิ้ต

Capture

Step 6 ม้วน หรือ พับ?

ถ้าเป็นพวกเสื้อยืด เสื้อนอน ให้ม้วนแล้วเอาหนังยางรัดไว้ กันยับและประหยัดพื้นที่ ส่วนพวกเชิ้ตกับกางเกงแสลคให้ไปเรียนวิธีการพับเสื้อพวกนี้ไม่ให้ยับจาก Youtube เอา หรือไม่ก็หาพวกถุงเก็บเสื้อผ้าที่เป็นพลาสติกมาใส่กันยับอีกชั้น

Step 7 ใช้อุปกรณ์ช่วยในการจัดกระเป๋าเดินทาง (Packing Organizer)

ไปซื้อถูกๆตามตลาดนัดได้ พวกถุงซิบทำด้วยผ้าใยสังเคราะห์ขนาดต่างๆ เอามาช่วยแพ๊คพวกกุงเกงลิง ถุงเท้า ถุงมือ เครื่องประดับ ของใช้ในห้องน้ำ เครื่องสำอาง เอกสารสำคัญ อุปกรณ์ไอที ฯลฯ ช่วยให้หาง่าย เป็นหมวดหมู่ ไม่ต้องเสียเวลางมนาน พวกสบู่เหลว ยาสระผม ครีมบำรุงผิวก็เอาไปขวดหรือซองเล็กๆพอ ซื้อตามเซเว่นมีเยอะ อย่าลืมซื้อพวกถุงซิปล็อคมาห่อพวกน้ำหอม โลชั่น หรือของเหลวที่บรรจุในหีบห่อที่แตกง่าย ลองจิตนาการสภาพขวดน้ำหอมแตกกระจายอยู่กลางกระเป๋า เหอๆๆๆ

Step 8 ถุงพลาสติกและกระเป๋าพับได้

พกไปหลายๆถุงเลย ไว้ใส่เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว เสื้อผ้าเปียก(เผื่อมีโปรแกรมไปเล่นน้ำ) เอาไว้แพ็คของที่ระลึกซึ่งอาจเป็นอาหารมีกลิ่นขากลับ ใครคิดจะโหลดเหล้าเบียร์ใต้ท้องเครื่องก็เอามัดๆไว้หน่อยกันกระจายเต็มกระเป๋า กระเป๋าพับได้เป็นอีกหนึ่ง item ที่มีประโยชน์ ใช้ใส่ของที่ซื้อมาในระหว่างทริปแล้วยัดไม่ลง อันนี้จะช่วยได้มาก

Step 9 ขาไปและกลับ จงจัดเต็ม!

เสื้อผ้าหนักๆ ใหญ่ๆ ใส่ไปกลับได้จะดีมาก เช่น กางเกงยีนส์ แจ๊คเก็ตยีนส์ บู้ตส์ครึ่งแข้ง เป็นต้น ต้องถือคติ สวยสะเด็ด หล่อสะดิ้งเวลาขึ้นเครื่อง ชีวิตจะดีขึ้น 34%

Capture

ทั้งนี้ทั้งนั้น สำคัญที่สุดคือมีสติในการแพ็คของ จดจำไว้ว่า ไม่ใช่ทุกอย่างในตู้เสื้อผ้าที่จำเป็นในทริปของเรา และอย่าลืมว่าของที่เราใส่ในกระเป๋าน้อยๆใบนั้น มีโอกาสสูญหายและชำรุดเสียหายได้เช่นกัน กรณีเดินทางหลายๆวัน บินหลายๆไฟลท์ หรือจำเป็นต้องโหลดของมีราคาใต้ท้องเครื่อง ขอแนะนำให้ถ่ายรูปของในกระเป๋าไว้ และทำประกันการเดินทางที่คุ้มครองเรื่องกระเป๋าเดินทางให้เรียบร้อยด้วยนะคะ

Continue Reading
blogcover

5 สิ่งผิดพลาดที่พบมากที่สุดเมื่อไปท่องเที่ยว

เชื่อว่าเวลาไปท่องเที่ยว ทุกคนก็อยากมีความสุขและสนุกที่สุด ให้คุ้มกับเงินเป็นหมื่นๆที่เสียไป แต่เคยได้ยินกฎของเมอร์ฟีไหมที่ว่า “Whatever can go wrong, will go wrong” อะไรก็ตามที่แม้วางแผนมาดีขนาดไหน เตรียมตัวมาขนาดไหน ก็สามารถผิดพลาดได้ทั้งนั้น วันนี้เรามาดู 5 ความผิดพลาดที่พบมากที่สุดในการท่องเที่ยว พร้อมวิธีป้องกันและแก้ไข เป็นความรู้ประดับบารมีนักท่องเที่ยวมือสมัครเล่นและมือโปรกันดีกว่า

Capture

กระเป๋าหาย!

ความผิดพลาดอันดับแรกๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกทริป เมื่อคุณเดินทางถึงที่หมายโดยปลอดภัย ไปรอรับกระเป๋าที่โหลดใต้ท้องเครื่องไว้ด้วยความตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น รอแล้วรอเล่าจนกระเป๋าถูกเอาไปจนเกลี้ยงสายพานก็ยังหากุชชี่ใบสีแดงแรงฤทธิ์ของคุณไม่เจอ?!? เสื้อผ้า อุปกรณ์กันหนาว ข้าวของมีค่าอะไรก็อยู่ในนั้นหมด แล้วฉันจะใส่อะไรมิทราบยะ!

จะทำยังไงดี?:

  • สงบสติอารมณ์ พยายามทำตัวเป็นผู้ดีมีเหตุผลมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แม้ว่าคุณอยากจะวีน เหวี่ยง ให้สนามบินระเบิดมากแค่ไหนก็ตาม
  • อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน ไปที่เคาน์เตอร์ของสายการบินและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีที่เป็นไปได้
  • ต่อรองเพื่อสิ่งที่คุณควรจะได้ ความจริงคือไม่ใช่ทุกสายการบินจะชดใช้ค่าเสียหายให้คุณแม้ว่ามันนั่นแหละที่เป็นคนทำหาย! (อย่าใส่อารมณ์ ใจเย็นๆไว้) ดังนั้นศึกษากฎระเบียบของสายการบินที่คุณจะบินให้ดี ใช้ทุกช่องทางกดดันให้สายการบินชดใช้ให้คุณอย่างเหมาะสม ขั้นตอนนี้ขอให้ใช้คำพูดให้เหมาะสมอย่าหยาบคายด้วยแรงอารมณ์นะจ้ะ

ป้องกันไว้ก่อน:

  • ไม่ต้องเอาอะไรไปมาก บางทริปแค่ 3-4 วันเอาของไปแค่เป้ใบย่อมๆก็พอ เสื้อผ้าชิ้นไหนใส่ซ้ำได้ก็ใส่ ไม่ต้องเสียเงินค่าโหลดกระเป๋าแถมตัดความเสี่ยงเรื่องนี้ไปโดยปริยาย
  • พกเสื้อผ้าสำรองไว้กับตัวอย่างน้อย 1 ชุด ปกติถ้าสายการบินหากระเป๋าเราเจอ เค้าจะส่งตามมา 1-2 วันให้หลัง ดังนั้นระหว่างนี้ ถ้าไม่อยากตัวเน่าก็ควรพกชุดเปลี่ยนไว้ในกระเป๋าที่เป็น carry on แก้ขัดไปก่อนได้ ส่วนใครที่ไปเมืองหนาวแนะนำให้เอาเสื้อกันหนาวขึ้นเครื่อง อย่างน้อยจะได้ไม่แข็งตายหรือเสียเงินซื้อเสื้อกันหนาวแสนแพงใหม่ก่อนที่กระเป๋าที่หายจะถูกส่งมา
  • พกเอกสารสำคัญและข้าวของมีค่าไว้กับตัว พาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน เอกสารประกันการเดินทาง บัตรเครดิต ยา แว่นตา คอนแทคเลนส์ แหวนเพชรราคาแพง ฯลฯ เหล่านี้ต้องติดตัวไว้เสมอ
  • ถ่ายรูปของในกระเป๋าไว้ เวลาไปแจ้งของหายพวกสายการบินชอบถามว่ามีอะไรอยู่ข้างใน อะนี่ แกเอาไปดูซ้า
  • ซื้อประกันการเดินทาง ถ้ามีการขึ้นเครื่องหลายๆต่อที่ต้องซื้อด่วน อย่าลืมดูว่ามีคุ้มครองเรื่องนี้หรือเปล่า หลายๆที่จะชดใช้ค่าเสื้อผ้าวันแรกของเราด้วย

Capture

ตกเครื่อง!

อาจจะเป็นเพราะเที่ยวบินแรกของคุณดันดีเลย์ รถติด รถไฟฟ้าเสีย หลับเพลิน หรืออะไรก็ตามแต่ แต่พอกระเสือกกระสนมาถึงสนามบิน เที่ยวบินที่คุณจองไว้ได้โบยบินออกไปแล้ว ไม่นะ!

จะทำยังไงดี?:

  • กรณีไปต่อเครื่องไม่ทัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสายการบินเดียวกันหรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นเป็นปัญหาของทางสายการบินเองที่จะหาเที่ยวบินต่อไปให้กับคุณให้เร็วที่สุด หน้าที่ของคุณมีอย่างเดียวคือทำตัวพูดรู้เรื่อง เจรจาอย่างใจเย็น ไม่วีนเหวี่ยง ใครๆก็อยากให้ความช่วยเหลือ
  • เปลี่ยนตั๋ว เจรจากับเจ้าหน้าที่ของสายการบินขอเปลี่ยนตั๋วอย่างมีสติ แน่นอนว่าต้องมีค่าเปลี่ยนตั๋ว แต่ก็ดีกว่าค้างเติ่งอยู่ที่สนามบินเป็นวันๆละนะ

ป้องกันไว้ก่อน:

  • ไม่จองตั๋วเครื่องบินต่อกันกระชั้นเกินไป อย่างน้อยมี 2 ชั่วโมงสำหรับการเปลี่ยนเครื่อง รอนิดหน่อย ดีกว่าตกเครื่องแล้วต้องเสียทั้งเวลาทั้งเงินเน้อ
  • เผื่อเวลาไว้บ้าง หลายๆเมืองขึ้นชื่อเรื่องรถติด เช่น กรุงจาการ์ต้า กรุงมะนิลา เป็นต้น ถ้าคุณบังเอิญเดินทางจากเมืองเหล่านั้น ควรจะเผื่อเวลาไว้เยอะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมาถึงสนามบินได้ทันเวลา

Capture

ถูกล้วงกระเป๋า!

โจรขโมยแอบอยู่ทุกหลืบ ทุกมุมเมือง ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนก็ตาม รู้ตัวอีกครั้ง กระเป๋าคุณอาจถูกกรีดเป็นทางยาว เงินและเอกสารสำคัญหายหมดเกลี้ยงก็เป็นได้

จะทำยังไงดี?:

  • แจ้งตำรวจท้องถิ่น ซึ่งอาจจะไม่ทำอะไรเลย (เพราะเจอเคสเหล่านี้ประจำ) แต่ทำไปเถอะ ยิ่งถ้าคุณซื้อประกันการเดินทางไป ใบแจ้งความคือสิ่งแรกที่บริษัทประกันจะถามถึง
  • โทรแจ้งบริษัทประกัน รีบโทรแจ้งให้เรียบร้อย เรื่องจะได้เดินเร็วขึ้น และเราจะได้รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
  • ติดต่อสถานฑูตไทยประจำประเทศนั้นๆ จำเป็นกรณีพาสปอร์ตหาย และอาจจะช่วยคุณดำเนินการเรื่องยกเลิกบัตรเครดิตต่างๆได้

ป้องกันไว้ก่อน:

  • ใช้กระเป๋าซ่อนเงิน (money belt) โอเค เข้าใจว่ามันโค-ตะ-ระจะเกะกะและน่ารำคาญ หยิบเงินแต่ละทีก็ต้องมาลำบากล้วงกันอีก แต่ใช้เถอะ คุณยังหยิบเงินได้ยาก ขโมยก็ยิ่งหยิบของคุณยากกว่า
  • สแกนหน้าพาสปอร์ตและบัตรเครดิตเก็บไว้ จะอีเมลหาตัวเอง เก็บขึ้นพวก Dropbox หรือ Google Drive อะไรก็ได้
  • อย่าทำตัวเด่น อันนี้รวมถึงการสะพายกล้องราคาแพง ใส่นาฬิกาเรือนแสน แบกเป้ใบเขื่อง แต่งตัวแบบที่หัวขโมยมองปราดเดียวแล้วรู้ทันทีว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวเอ๋อๆคนหนึ่งที่พร้อมให้มันปล้นเอา
  • ไปในสถานที่ที่ปลอดภัย มีคนพลุกพล่าน

Capture

ป่วย บาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุ!

คุณไปปีนเขาที่เนปาล ระหว่างนั้นเกิดอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness) มีเหตุต้องใช้เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายคุณสู่พื้นดินกระทันหัน หรือระหว่างที่คุณกำลังเล่นสกีอย่างเมามันอยู่ที่ญี่ปุ่นนั้น เกิดพลาดท่าล้มขาหัก ถูกหามเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือคุณอาจไม่สบายเพราะอาการเปลี่ยนก็เป็นได้ อุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้จะระวังตัวอย่างดีแล้วก็ตาม

จะทำยังไงดี?:

  • ถ้าเป็นแค่เจ็บป่วยธรรมดา เข้าร้านขายยาก็พอ ไม่ต้องถึงกับไปโรงพยาบาลให้ยุ่งยากวุ่นวาย
  • แต่ถ้าจำเป็นก็ไปโรงพยาบาลเถอะ อย่าปล่อยให้เป็นหนักถึงมันจะแพง แม้ว่าคุณจะไม่ได้ซื้อประกันการเดินทางไว้เลย
  • ตรวจสอบเงื่อนไขของประกันการเดินทางที่คุณซื้อ กรณีที่คุณซื้อประกัน ให้ตรวจสอบก่อนว่าอะไรคุ้มครองหรือไม่คุ้มครองและใช้มันซะ

ป้องกันไว้ก่อน:

  • ทำตัวให้แข็งแรงก่อนการเดินทาง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ
  • ซื้อประกันการเดินทาง ถ้ารู้ว่าตัวเองจะผจญภัยที่ทำกิจกรรมอะไรที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โปรดอย่าเสียดายเงินและซื้อประกันการเดินทางซะ
  • เตรียมยาสามัญประจำบ้านไป พวกยาแก้แพ้ ยาแก้ปวดหัว แก้ท้องร่วง ท้องอืด เพราะเอาเข้าจริงบางประเทศต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้นถึงจะซื้อได้

Capture

ภัยธรรมชาติ!

ครั้งหนึ่งในชีวิตการเดินทางของผู้เขียน ได้ไปติดอยู่ที่เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งตุรกีด้วยเหตุพายุหิมะถล่ม ทำให้ทุกเที่ยวบินถูกยกเลิก ต้องติดอยู่ที่สนามบินเป็นระยะเวลานานจนในที่สุดก็หาตั๋วเครื่องบินใหม่ได้ ซึ่งราคาแพงกว่าตั๋วเดิมที่ได้ refund มาถึง 6 เท่า! ตอนนั้นโชคดีว่าซื้อประกันการเดินทางไปจึงสามารถเคลมคืนได้หมด

จะทำยังไงดี?:

  • ตั้งสติ สติคือทุกอย่าง หากเจอภัยธรรมชาติอื่นๆที่แย่ยิ่งกว่าพายุหิมะ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เราต้องรู้ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ดังนั้นควรศึกษาภัยธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นในที่ๆเราจะไปและการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาตินั้นๆด้วย
  • ส่งข่าวกับทางบ้านด้วย อย่าลืมบอกคนที่บ้านว่าคุณยังอยู่ดี ทางนู้นอาจเป็นห่วงจนแทบจะบินมาหาคุณด้วยตัวเอง
  • ตรวจสอบเงื่อนไขของสายการบินและประกันการเดินทางที่คุณซื้อ ดูว่ากรณีไหนที่คุ้มครองหรือไม่คุ้มครอง

ป้องกันไว้ก่อน:

  • ไม่ไปสถานที่นั้นในช่วงที่อาจเกิดภัยธรรมชาติ ถ้าคุณรู้ก็หลีกเลี่ยงซะ
  • ซื้อประกันการเดินทาง แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่าคุ้มครองข้อนี้หรือไม่
Continue Reading
budgettripblogcover

เที่ยวต่างประเทศฉบับรัดเข็มขัด (7 ประเทศ 7 สไตล์ในงบ 5,000 – 15,000 บาท)

ใครๆก็อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่เศรษฐกิจแบบนี้ จะให้ใช้เงินฟุ่มเฟื่อยไปกับการเที่ยวแพงๆได้ยังไง วันนี้เราเลยขอนำเสนอทริปเที่ยวต่างประเทศฉบับรัดเข็มขัด 7 ประเทศ 7 สไตล์ให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนเลือกสรรในงบประมาณสบายกระเป๋า บนสมมติฐานที่ว่าตั๋วเครื่องบินจะเป็นราคาปกติทั่วไปไม่นับช่วงโปรโมชั่นหรือเทศกาล และตั้งหลักเดินทางกันจากกรุงเทพนะจ้ะ

Capture

กัมพูชา (เสียมราฐ)

  • งบประมาณ: 3,000 – 5,000 บาท
  • การเดินทาง: นั่งรถบ่อนจากสวนลุมหรือเซ็นทรัลบางนาราคา 100 บาทแถมอาหารเช้าฟรีที่บ่อน เหมาแท็กซี่ต่อไปคันละ 1,000-2,000 บาท หารกัน 4 คน
  • ระยะเวลา: 3 – 5 วัน
  • ไปทำอะไร?: คุณจะได้สวมวิญญาณ ดร.อินเดียน่า โจนส์ ผจญภัยตามล่าหาขุมทรัพย์ใน นครวัด – นครธม ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใกล้บ้าน ปั่นจักรยานชมรอบบริเวณวัด แต่หากคุณไม่ได้มีแววเป็นนักปั่นทีมชาติมาก่อน ทางเราขอแนะนำให้เช่ารถตุ๊กๆเอาเถอะค่ะ เพราะมันใหญ่มว๊ากกก (กลับมาน่องปูดแน่ๆ) อีกอย่างเราควรจะเก็บแรงไว้ช็อปปิ้งตลาดกลางคืน แต่อย่าเผลอช็อปปิ้งเพลินจนรู้อีกทีเงินหมดตัว ให้ระวังกระเป๋าไว้ให้ดีนะคะ พอตกดึกสายติ๊ดชึ่งสามารถสำรวจถนนสายผับ แด๊นซ์ไปกับเพลงเขมร ส่วนสายรักธรรมชาติและสายน้ำให้ทำตัวเป็นเด็กดีเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นแต่เช้าไปชมหมู่บ้านลอยน้ำที่ทะเลสาบโตนเลรอพวกแฮงค์จากเมื่อคืนตื่นแล้วค่อยกลับพร้อมกัน
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีพละกำลัง(ขา) รักการสำรวจโบราณสถาน หลงใหลประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก (นั่นก็เว่อร์ไป) หรือแค่อยากจะไป cardio ลดความอ้วนซัก 2-3 วันและ check in ลง facebook ประกาศให้โลกรู้ว่าเดี๊ยนได้มาเยือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้วนะเคอะ อิจฉาไหมล่ะตัวเอง

Capture

ลาวเหนือ (วังเวียง – หลวงพระบาง)

  • งบประมาณ: 3,000 – 5,000 บาท
  • การเดินทาง: นั่งเครื่องจากกรุงเทพไปสนามบินอุดรฯ ไปกลับตกประมาน 1,200 – 1,500 บาทและนั่งรถทัวร์ต่อไปวังเวียงอีก 320 บาท (ไม่แนะนำให้นั่งเครื่องไปลงเวียงจันทร์เพราะค่าเครื่องจะตกอยู่ที่ 7,000 กว่าบาทแนะ ไม่คุ้มๆ)
  • ระยะเวลา: 3 – 5 วัน
  • ไปทำอะไร?: คืนสู่ธรรมชาติ ทำตัว slow life กลมกลืนไปกับวิถีชาววังเวียง คุณจะได้ใช้ชีวิตเยี่ยงนักโบราณคดีสำรวจถ้ำ สะพาน วัด หรืออยากแอดเวนเจอร์แบบกรุบกริบก็สามารถไปลองคายัคห่วงยางได้ เที่ยววังเวียงเสร็จเราก็นั่งรถทัวร์ต่อไปหลวงพระบาง เก็บวัดและโบราณสถานรัวๆ แล้วค่อยมาโรแมนติกชมวิวพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำ ทีนี้ล่ะ คุณจะสามารถทำตัวเป็นเศรษฐี ใช้จ่ายทีเป็นหมื่น(กีบ) เหอะๆ เพิ่มเติมเล็กๆคือคนลาวฟังภาษาไทยออกนะเออ ทีนี้อย่าเผลอไปพูดล้อเลียน เปรียบเทียบตลกๆ นี่อาจจะโดนจับยำอยู่ที่นั่น อีกอย่างคือห้ามถ่ายภาพสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง นักท่องเที่ยวไทยเคยโดนจับมาแล้วนะจ้ะ ขอบอก ก่อนถ่ายภาพก็มองซ้ายขวาหาป้ายห้ามซักนิดนึงน้า
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่อยากทำตัวขี้เกียจทั้งวันท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา แม่น้ำ และฝรั่งหล่อๆที่มาเที่ยวเหมือนกัน

Capture

มาเลเซีย (กัวลาลัมเปอร์ – มะละกา)

  • งบประมาณ: 5,000 – 7,000 บาท
  • การเดินทาง: นั่งเครื่องไปลงกัวลาลัมเปอร์ ไปกลับประมาณ 2,000 – 3,000 บาท และนั่งรถทัวร์ไปมะละกา
  • ระยะเวลา: 3 – 5 วัน
  • ไปทำอะไร?: มาถึงเมืองหลวงของมาเลเซียทั้งทีต้องไปดูอะไรเอ่ย ทะดา อดีตตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่างตึกใบหยก เอ้ย Petronas Twin Towers ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึงกัวลาลัมเปอร์ (แนะนำให้ไปถ่ายรูปตึกนี้ดึกๆ เพราะนางเกิดมาเพื่อเปล่งประกายยามค่ำคืนจริงๆ) ต่อด้วยการชมจัตุรัสเมอร์เดก้า ซึ่งเป็นลานใหญ่ที่มาเลเซียใช้ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ เสาธงที่สูงที่สุดในโลก และสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อีกวันก็นั่งรถบัสไปมะละกา เมืองที่ถูกยกให้เป็นเมืองมรดกโลก เดินเท้าชมโบสถ์และตึกเก่าแก่สไตล์โปรตุเกส เย็นๆ แดดร่มๆ ก็ค่อยลงเรือล่องคลองมะละกาที่เชื่อมมาจากช่องแคบมะละกาที่พวกเราเคยร่ำเรียนกันมาสมัยประถม ตกดึกให้เดินชมถนนคนเดินเลือกซื้อของท้องถิ่นแหวกแนวกลับไปอวดชาวบ้านและซื้อขนมอร่อยๆกิน ไปมาเลเซียต้องระวังการโดนแท็กซี่ตามสนามบิน สถานีรถไฟ รถทัวร์ เพราะคุณจะโดนโขกสับจนกระเป๋าแห้งได้ อีกอย่างคือห้ามลืมว่ามาเลเซียเป็นเมืองอิสลาม ดังนั้นห้ามสั่งหมูนะจ้ะ (หนูไปเผลอสั่งมาแล้วค่า TT)
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่อยากเที่ยวทั้งแนวเมืองใหญ่ ยุ่งๆวุ่นวายมีอะไรให้ทำเยอะๆ และแนวเมืองเล็กๆชนบทหน่อยๆ เงียบๆ เที่ยวทั่วด้วยสองเท้า ในเวลาอันจำกัด

Capture

เวียดนามเหนือ (ฮานอย – ซาปา)

  • งบประมาณ: 7,000 – 10,000 บาท
  • การเดินทาง: นั่งเครื่องไปลงฮานอยไปกลับตกประมาณ 3,000 – 3,500 บาท รถไฟนอนไปซาปาไปกลับอยู่ราวๆคนละ 1,200 – 1,600 บาท
  • ระยะเวลา: 5 – 6 วัน
  • ไปทำอะไร?: ยินดีต้อนรับสู่เมืองหลวงของเวียดนามจ้า ที่ๆคุณจะได้ชมสกิลการแว๊นมอไซค์ระดับโลก และการบีบแตรใส่กันแบบถ้าเป็นเมืองไทยมีลงไปตบ คือเสียงแตรดังตลอดเวลาแบบไม่รู้ว่าตกลงจะบีบแตรกันเวลาไหนบ้าง เดินเอื่อยเฉื่อยริมทะเลสาบคืนดาบ ออกตระเวนสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ทำเนียบ วัด สุสาน พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น นั่งยองๆลิ้มลองอาหารที่ประกอบไปด้วยผัก(เป็นกะละมัง)รสชาติจัดจ้านข้างถนน ออกล่องเรือโบราณในฮาลองเบย์ ที่ชื่อว่าเป็นกุ้ยหลินแห่งเวียดนาม ชื่นชมความงามดินแดนสรวงสวรรค์ ดึกๆนั่งรถไฟนอนไปซาปา เยือนดินแดนแห่งสายหมอก เดินชมนาขั้นบันไดที่อลังสุดในสามโลก ช็อปปิ้งเสื้อหนาว Northface ที่คนขายบอกว่าของแท้เพราะแม่ผมเย็บเอง? ปีไหนโชคดีอาจได้ยืนปากสั่นท่ามกลางหิมะโปรยแบบไม่ต้องตีตั๋วไปไหนไกล โรแมนติกซะไม่มี เวียดนามนี่เป็นที่ลือเลื่องด้านแท็กซี่มาก ให้มองหาแท็กซี่ของ MaiLinh (โอกาสไม่ถูกโกงประมาณ 70%) นอกนั้นโดนหม้ด จะซื้อของให้ถามราคาก่อน ดูเรื่องเงินทอนให้ดี คนเขียนเจอป้าท่าทางน่าสงสารแกล้งทอนเงินผิดไปสิบเท่ามาแล้ว อิป้าาา
  • เหมาะสำหรับ: บุคคลผู้รักธรรมชาติมากกก ชื่นชอบอารยธรรมเล็กน้อย อยากลิ้มลองรสชาติการนอนห่มผ้าห่มอุ่นๆหมกขี้ไคลในรถไฟ สัมผัสการข้ามถนนที่เสียวไส้ที่สุดในชีวิต (ทำประกันการเดินทางไปด้วยเถอะ ขอร้อง)

Capture

พม่า (มัณฑะเลย์ – พุกาม)

  • งบประมาณ: 10,000 – 13,000 บาท (จะถูกหรือแพงขึ้นกับค่าตั๋วเครื่องบินที่หาได้)
  • การเดินทาง: นั่งเครื่องบินไปลงที่มัณฑะเลย์ ไปกลับเป็นได้ตั้งแต่ 4,000 – 6,000 บาทหรือมากกว่า ระหว่างมัณฑะเลย์ – พุกามนั่งรถบัสจะถูกสุด
  • ระยะเวลา: 5 – 6 วัน
  • ไปทำอะไร?: มิงกะลาบา ขอต้อนรับสู่ยุคที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าไปเวิ่นในพม่าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า หัวเราะภาษาพม่าสามที ปฏิบัติ! เยือนมัณฑะเลย์ เมืองหลวงเก่าของพม่าก่อนจะเสียเอกราชให้อังกฤษ ดูสะพานอูเบ็ง สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก พระราชวังมัณฑะเลย์ และวัดอีกรัวๆ ตกดึกก็นั่ง Night bus ไปพุกามทีขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเจดีย์ 4,000 องค์ ก็ต้องมาชมเจดีย์และวัดกันแบบ non-stop ตอนเช้าตรู่อย่าลืมดูบอลลูนขึ้นเต็มฟ้ามาพร้อมกับแสงแรกของวันให้ภาพสวยจับใจ หรือใครอยากสัมผัสประสบการณ์ขึ้นบอลลูนลอยบนอากาศ ชมทะเลเจดีย์ ก็ให้ลองจัดดูสักตั้ง ค่าใช้จ่ายบวกเพิ่มจากงบเดิมไปอีก 9,600 บาท (แอบกลืนน้ำลายหนึ่งเอื้อก) เนื่องจากพม่าเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา ต้องแต่งกายสำรวม ห้ามนุ่งสั้นเข้าวัดวาอารามเป็นอันขาด ระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม โดยเฉพาะน้ำ ควรดื่มน้ำที่บรรจุในขวดปิดผนึกเรียบร้อยแล้วเท่านั้น กันท้องร่วงระหว่างทริปนะจ้ะ
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ชอบเข้าวัดเข้าว่า ช่างภาพล่าวิวทิวทัศน์ระดับหลักล้าน ผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและชีวิตแบบสมถะ ต้องการมาพักผ่อนและสงบจิตสงบใจไปพร้อมๆกัน

Capture

สิงคโปร์

  • งบประมาณ: 10,000 – 13,000 บาท (ไม่รวมช็อปปิ้ง)
  • การเดินทาง: นั่งเครื่องบินไปลงสนามบินชางฮีซึ่งเป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลก ราคาไปกลับประมาณ 3,500 – 4,000 บาท ที่เหลือก็นั่งรถไฟใต้ดินและรถเมล์เอาถูกๆ
  • ระยะเวลา: 3 – 4 วัน
  • ไปทำอะไร?: หลังจากเจอทริปธรรมชาติ สังคม ประวัติศาสตร์ อารยธรรมมารัวๆ คราวนี้เราขอนำเสนอทริปไร้ทิวทัศน์ (เพราะมีแต่ตึก ตึก และตึก และแม่น้ำ อ่าว ทะเล แผ่นดิน ที่เกิดจากการขุดสร้างถมล้วนๆ) ปราศจากประวัติศาสตร์ต้องจดจำให้ปวดหัว (เพราะประเทศนี้เพิ่งจะครบ 50 ปีไปเมื่อไม่กี่ปี) เดินชิกๆเกร๋ๆเอาโบนัสที่เพิ่งได้มาละลายกับของแบรนด์เนมไฮเอนด์ละลานตา เยือนสวนสนุกระดับโลก Universal Studio Singapore เงินเหลือก็เล่นเครื่องเล่นในเกาะหฤหรรษ์ Sentosa ต่อ มีสวนนก สวนสัตว์ทั้งแบบกลางวันกลางคืน หรือใครอยากจะเข้าวัดจีน วัดไทย มัสยิด โบสถ์ ที่นี่มีหมด กลางคืนก็ไปจับจองพื้นที่ดูแสง สี เสียง น้ำพุ ตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ สัมผัสอาหารราคาแพงในศูนย์อาหารที่โค-ตะ-ระจะร้อนประกอบเสียงลุงป้าตะโกนกันโฉ่งเฉ่ง เดินในถนนที่สะอาดที่สุดแบบที่จะไม่ได้พบเจอในประเทศไทย กับทางม้าลายที่สามารถข้ามถนนใหญ่ได้อย่างปลอดภัยไม่กลัวตาย เนื่องจากที่นี่กฏระเบียบเข้มงวดมาก เช่น ข้ามถนนไม่ตรงทางม้าลาย จับได้ปรับ 400 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 10,000 บาทเอ๊ง) ระมัดระวังกันหน่อย อย่าไปทำผิดกฎเค้านะลูกนะ
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีทรัพย์พร้อมช็อปจะสนุกมาก เบื่อชีวิตสงบนิ่ง อยากเพิ่มความ active ให้ตัวเอง ชื่นชอบอะไรก็ตามที่ทำขึ้นเองด้วยฝีมือมนุษย์ หรืออยากจะมาดูการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างน้อยนิดให้คุ้มค่าก็ไม่ว่ากันค่ะ

Capture

อินโดนีเซีย (สุราบายา – บาหลี)

  • งบประมาณ: 13,000 – 15,000 บาท
  • การเดินทาง: นั่งเครื่องบินลงสุราบายา ขากลับกลับที่บาหลี ตกประมาณ 8,000 บาท ในประเทศให้เช่ารถพร้อมคนขับที่รู้เส้นทางแพงถูกขึ้นกับจำนวนคนหารและสถานที่ที่จะไป
  • ระยะเวลา: 4 – 6 วัน
  • ไปทำอะไร?: เสี่ยงตายพิชิตสองภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ เริ่มด้วยการปีนภูเขาไฟโบรโม่อันโด่งดังที่เปรียบดั่งลมหายใจเทพเจ้า วันรุ่งขึ้นไปปีนภูเขาไฟที่ชันกว่าชื่อ คาวาอี้เจี้ยน เพื่อดูเปลวไฟสีน้ำเงิน เที่ยวชมน้ำตกน้อยใหญ่ระหว่างทาง และหลังจากที่ใช้ชีวิตลำบาก ปีนเขา เมาเขม่าควันภูเขาไฟมานาน ก็ปิดท้ายด้วยนั่งเรือข้ามไปสำเริงสำราญในเกาะสวรรค์ บาหลี เนื่องจากโบรโม่และคาวาอี้เจี้ยนเป็นภูเขาไฟที่ยัง active อยู่ ก่อนขึ้นก็กราบไหว้ฟ้าดินขอไม่ให้มันระเบิด ไปถึงปากปล่องควรสำรวม เชื่อฟังไกด์ อย่าไปแอ๊คท่าถ่ายรูปอะไรผาดโผน มีคนลื่นตกไปในปล่องมาแล้วเน้อ
  • เหมาะสำหรับ: ผู้รักการแอนแวนเจอร์ ชื่นชอบความเสี่ยงเล็กๆพอให้อะดรีนนาลีนหลั่ง มีร่างกายแข็งแรงพอสมควรในการปีนภูเขาไฟ หากไม่มีซักข้อที่กล่าวมาให้จองตั๋วตรงไปนอนนวยนาดรอคนอื่นที่บาหลีได้เลย

มีหลายที่ หลายสไตล์ ให้เลือกสรรในราคาสบายกระเป๋าแบบนี้ จะมัวชักช้าอยู่ใย รีบวางแผนออกท่องโลกกว้างด่วนเลย แต่ถึงจะมีงบประมาณจำกัดก็อย่าลืมกันเงินส่วนหนึ่งไว้เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การทำประกันการเดินทางในราคาไม่กี่ร้อยบาท ด้วยนะจ้ะ

Continue Reading
ซื้อเลย

This is a unique website which will require a more modern browser to work!

Please upgrade today!