blogcover_sakura

7 จุดยอดนิยมชมซากุระในญี่ปุ่น

ฤดูหนาวในญี่ปุ่นกำลังพ้นผ่าน ฤดูกาลถัดไปเริ่มเข้ามาแทนที่ นั่นคือฤดูใบไม้ผลิ หากพูดถึงกิจกรรมประจำฤดูกาล คือการชมดอกไม้หลากสายพันธุ์ โดยเฉพาะการชมดอกซากุระผลิบาน ซึ่งการชมดอกไม้ ชาวญี่ปุ่นจะเรียกว่า “ฮานามิ” (ฮานา แปลว่า ดอกไม้, มิ แปลว่า ดู ชม) เป็นประเพณีดั้งเดิม ซึ่งคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เฝ้ารอเพื่อจะได้เพลิดเพลินกับความงามของดอกซากุระ ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นริมแม่น้ำ สวนสาธารณะ รวมถึงรอบปราสาททั่วญี่ปุ่น จะเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่า 100 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์ Yamazakura, Somei Yoshino, Ichiyo เป็นต้น รวมถึงสายพันธุ์หาชมได้ยาก จะบานสะพรั่งอวดโฉมกันอย่างงดงาม โดยเริ่มผลิใบจากเกาะโอกินาวาทางใต้สุดไล่ขึ้นไปยังเกาะฮอกไกโด และเริ่มบานตั้งแต่เดือนมีนาคมไปถึงเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปีด้วย เพื่อให้ซึมซับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นและสัมผัสความงามของดอกซากุระ เราจึงได้รวบรวม 7 จุดชมซากุระจากทั่วญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมาให้ชมกัน

1.สวนทากาโตะโฮโจชิ (Takato Joshi Koen)

ตั้งอยู่เมืองอินะ จังหวัดนากาโนะ สวนแห่งนี้เป็นจุดชมซากุระที่สวยงามติดอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น มีต้นซากุระสายพันธุ์โคอิกัง ซึ่งหาชมได้ยาก ราว 1,500 ต้น ที่ปลูกตั้งแต่สมัยเมจิเบ่งบานให้ชมความสวยงาม ในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายน ภายในสวนมีอุโมงค์ซากุระสวยงามอลังการ ส่วนไฮไลท์อยู่ที่สะพานโค้งโออุนเคียวเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายภาพและชมซากุระที่กำลังบานสะพรั่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสวน ในตอนค่ำตั้งแต่เวลา 18:00-22:00 น. จะมีการประดับไฟตามแนวต้นซากุระเพิ่มสีสันสร้างความตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

  • การเดินทาง จากสถานี Inashi นั่งรถบัสจากหน้าสถานีไปลงป้าย Takato Castle Ruins Park ใช้เวลา 25 นาที จากนั้นเดินต่อไปอีกเล็กน้อย
  • ค่าเข้าชม 500 เยน
  • เวลา เปิด-ปิด 06:00-22:00 น.

2.สวนชินจูกุเงียวเอน (Shinjuku Gyoen)

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานี Shinjuku เป็นสถานที่ผ่อนคลาย หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองโตเกียว สวนเดิมสร้างขึ้นในช่วงเอโดะ หลังได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมในปี ค.ศ. 1949 ภายในสวนแบ่งออกเป็น 3 โซน หลักๆ ได้แก่สวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม สวนสไตล์ฝรั่งเศส และสวนสไตล์อังกฤษเป็นบริเวณที่รายล้อมไปด้วยต้นซากุระจาก 12 สายพันธุ์ รวมแล้วกว่า 400 ต้น ซึ่งจะเบ่งบานให้ชมกันในช่วงต้นเดือนเมษายน ของทุกปี ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดชมดอกซากุระยอดนิยมติดอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น

  • การเดินทาง จากสถานี Shinjuku ใช้ทางออก South Exit เดินไปทางทิศตะวันออกอีกประมาณ 600 เมตร จากสถานีรถไฟใต้ดิน Shinjukugyoenmae ใช้ทางออก 1 เดินต่ออีกประมาณ 400 เมตร จากสถานีรถไฟใต้ดิน Shinjuku Sanchome ใช้ทางออก C1 หรือ C5 เดินต่ออีกประมาณ 400 เมตร
  • ค่าเข้าชม 200 เยน
  • เวลาเปิด-ปิด 09:00-16:00 น.

3.สวน Kasai Rinkai

สวนสาธารณะริมอ่าวโตเกียวขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใกล้กับโตเกียวดิสนีย์แลนด์ สวนแห่งนี้เกิดจากการถมทะเลขึ้นมาเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการรักษาและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ในอ่าวโตเกียว และยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนในย่านนั้น ภายในสวนยังมีชิงช้าสวรรค์ยักษ์สูง 117 เมตร ตั้งโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ มีพื้นที่ให้ได้นั่งปิกนิก ทำกิจกรรมต่างๆ หากใครไปตรงกับช่วงซากุระประมาณปลายมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน จะได้เจอกับทิวแถวของต้นซากุระราว 760 ต้น ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Somei Yoshino,Oshima zakura และ Sato-zakura ทยอยกันบานสะพรั่งโอดโฉมให้ได้สัมผัสความงดงาม นอกจากนี้ยังพิพิธภัณฑ์สัตว์นํ้าโตเกียวซีไลฟ์ (Tokyo Sealife Aquarium) จัดแสดงปลาทะเลชนิดต่างๆ เช่น ปลาฉลาม ปลาทูน่า และเต่าทะเล รวมทั้งนกเพนกวินชนิดต่างๆ ให้ได้ชมความน่ารักอีกด้วย

  • การเดินทาง จากสถานี Tokyo นั่งรถไฟสาย JR Keiyo Line ลงที่สถานี Kasai Rinkai Koen
  • ค่าเข้าชม บริเวณสวนฟรี, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ 700 เยน
  • เวลาเปิด-ปิด 09:30-17:00 น.

4.เมืองคาวาซุ (Kawazu)

ตั้งอยู่เมืองคาวาซุ จังหวัดชิซูโอกะ นับเป็นจุดชมซากุระบานที่แรกๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม บริเวณเลียบแม่น้ำคาวาซุ ตั้งแต่สถานี Kawazu ไปถึงมิเนะออนเซน ระยะทางราว 4 กม. ใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลคาวาซุซากุระ หรือคาวาซุมัตสึริ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจะหลั่งไหลมาชมความสวยงามของดอกซากุระสายพันธุ์พิเศษที่มีชื่อเรียกว่า Kawazu-zakura จะบานเร็วกว่าพันธุ์อื่นประมาณ 1 เดือน บริเวณงานจะมีซุ้มดอกซากุระกว่า 800 ต้น ที่ปลูกตามแนวยาวเลียบแม่น้ำคาวาซุ เพิ่มสีสันด้วยการประดับไฟตามต้นซากุระในยามค่ำคืน และทั่วเมืองคาวาซุยังเต็มไปด้วยต้นซากุระราว 8,000 ต้น

  • การเดินทาง จากสถานี Atami นั่งรถไฟด่วนของ JR มาลงที่สถานี Kawazu จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 200 เมตร จะเจอแม่น้ำคาวาซุ
  • ค่าเข้าชม ฟรี
  • เวลาเปิด-ปิด ตลอดเวลา

5.ภูเขาโยชิโนะ (Mount Yoshino)

ตั้งอยู่เมืองโยชิโนะ จังหวัดนารา เป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่โบราณ เป็นอีกหนึ่งจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ตื่นตาตื่นใจกับภาพซากุระกว่า 30,000 ต้น จาก 200 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ Yamazakura จะเบ่งบานปกคลุมไปทั่วบริเวณภูเขาโยชิโนะ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน โดยจะบานไล่จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขา ด้านบนยังมีจุดชมวิวอีกหลายจุด ให้ได้หยุดเก็บภาพประทับใจพร้อมกับชมซากุระเบ่งบานแบบละลานตา

  • การเดินทาง จากสถานี Yamatosaidaiji สาย KintetsuKyoto/Kashihara Line Exp. ไปลงสถานี Kashiharajingumae แล้วเปลี่ยนไปขึ้นสาย Kintetsu Minami-osaka/YoshinoLine Exp. ไปลงสถานี Yoshino จากนั้นนั่งรถชัตเติลบัสไปลงป้าย Naka Senbon
  • ค่าเข้าชม ฟรี
  • เวลาเปิด-ปิด ตลอดเวลา

6.สวนมาอิซูรุ (Maizuru Park)

สวนมาอิซูรุ ตั้งอยู่ภายในซากปราสาทฟูกุโอกะ ในเมืองฟูกุโอกะ จังหวัดฟูกุโอกะ อดีตเคยเป็นหนึ่งในปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในเกาะคิวชู สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันเหลือเพียงแนวกำแพงบางส่วน ส่วนของฐานป้อมปราการปรับให้เป็นลานโล่งและเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวเมืองมุมสูง สวนแห่งนี้จะคึกคักและสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระออกดอกบานสะพรั่งในช่วงต้นเดือนเมษายน ชาวญี่ปุ่นนิยมมานั่งปิกนิกชมความงามของซากุระสายพันธุ์ดอกย้อยที่ค่อยๆ ไหวเอนเมื่อยามต้องลม รับรองว่าสวยงามไม่แพ้ที่อื่น

  • การเดินทาง จากสถานี Hakata นั่งรถไฟใต้ดินลงสถานี Ohori Koen ทางออก 5 เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวาที่ 3 แยก ตรงไปอีก 300 เมตร ทางเข้าอยู่ซ้ายมือ
  • ค่าเข้าชม ฟรี
  • เวลาเปิด-ปิด เปิดตลอดเวลา

7. ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko)

ทะเลสาบชื่อดังและยังเป็นสถานทีท่องเที่ยวยอดฮิต ตั้งอยู่จังหวัดยามานาชิ ที่นี่เป็นจุดชมฟูจิซังหรือภูเขาไฟฟูจิสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น รอบๆ ทะเลสาบมีทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่หลายจุด และในช่วงกลางเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวจะได้เห็นภาพทิวแถวของต้นซากุระที่หาชมได้ทั่วบริเวณทะเลสาบ เช่นบริเวณสวนสาธารณะยางิซากิ ตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ของทะเลสาบ รวมถึงบริเวณทิศเหนือของทะเลสาบ ยังมีแนวต้นซากุระให้ได้ชมความงามไปพร้อมกับได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของฟูจิซังอีกด้วย

  • การเดินทาง จากสถานี Shinjuku ให้นั่งรถไฟ ขบวน Ltd. Exp Kaiji มาลงที่สถานี Otsuki แล้วเปลี่ยนไปนั่งขบวน Fujikyu Railway ลงสถานี Kawaguchiko หรือนั่งรถบัสของบริษัท Keio Bus จากหน้าห้าง Keio (บริเวณสถานี Shinjuku วิ่งตรงมายังสถานี Kawaguchiko)
  • ค่าเข้าชม ฟรี
  • เวลาเปิด-ปิด ตลอดเวลา

ก่อนแพลนไปชมซากุระสามารถตรวจสอบพยากรณ์การบานของซากุระได้ที่เว็บพยากรณ์และการท่องเที่ยวญี่ปุ่นโดยตรง www.jnto.go.jp/sakura/eng/index.php (ภาษาอังกฤษ) และ http://sakura.weathermap.jp/ (ภาษาญี่ปุ่น)

Continue Reading
blogcover_cloth

การเตรียมชุดกันหนาวให้พร้อมสำหรับความหนาวเย็นในทริปต่างประเทศ

ผู้ที่รักในการท่องเที่ยวที่เลือกไปท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงฤดูหนาวเพราะต้องการสัมผัสอากาศหนาวแบบที่บ้านเราไม่มี และแน่นอน อยากสัมผัสหิมะที่เย็นยะเยือกสักครั้งรวมทั้งเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมบนหิมะยกตัวอย่างเช่น การเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ด รวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในการเดินเขาหรือขึ้นเขาในแถบประเทศที่หนาวเย็นด้วย แน่นอนว่าอากาศที่นั่นต้องแตกต่างจากบ้านเราแน่นอนเพราะบ้านเรามีเพียงฤดูฝน ฤดูร้อนและฤดูร้อนมากเท่านั้นและไม่เคยมีหิมะตกเลยนี่สิ แล้วเราควรจะเตรียมเสื้อผ้าอย่างไรกันดีล่ะ

ก่อนอื่นต้องสำรวจก่อนว่าประเทศที่เราจะไปนั้นอยู่ในฤดูอะไร อุณหภูมิโดยประมาณเท่าไหร่ และนอกจากอากาศที่หนาวเย็นแล้วยังมีหิมะหรือลมฝนร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อเตรียมเสื้อผ้าไปให้พร้อมกับทุกสถานการณ์เพราะถ้าป่วยขึ้นมาก็เที่ยวไม่สนุกกันพอดีน่ะสิจริงมั้ย

ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นระดับเบเบี๋ (15-25 องศาเซลเซียส)

อุณหภูมิระดับนี้ก็ใกล้เคียงกับอากาศทางภาคเหนือของประเทศเราในหน้าหนาว ซึ่งอากาศแบบนี้จะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของประเทศทางฝั่งยุโรปและประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาว การจัดกระเป๋าก็ไม่ยากเลย

  • ชุดชั้นใน เลือกชุดชั้นในที่ใส่ปกติหรือหนาสักนิดก็ใช้ได้
  • เสื้อผ้า เสื้อเลือกที่สวมใส่สบาย สาว ๆ อาจเลือกเลกกิ้งมาปกป้องเรียวขาจากอากาศเย็นแล้วสวมมินิสเกิร์ตทับส่วนหนุ่ม ๆ ใส่ยีนส์สักตัวก็เอาอยู่
  • เสื้อกันหนาว เลือกเสื้อกันหนาวที่ช่วยกันลมอย่าง เสื้อแจ็คเก็ต หรือเสื้อโค้ทที่ไม่หนามากนักเป็นสไตล์แฟชั่นมาใส่ก็ได้
  • รองเท้า สวมถุงเท้าหนากับรองเท้าหุ้มส้นหรือผ้าใบที่ใส่สบาย

ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นระดับประถม (0-15 องศาเซลเซียส)

ยกระดับความหนาวเย็นขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง อุณหภูมิขนาดนี้เป็นช่วงฤดูหนาวของต่างประเทศซึ่งหนาวกว่าบ้านเรามาก ยิ่งกับผู้ที่เคยชินกับอากาศ 20 องศาปลาย ๆ ของภาคกลางแล้วล่ะก็อาจป่วยได้ ที่อุณหภูมิขนาดนี้ควรติดผ้าพันคอและเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ศีรษะของคุณด้วยหมวกไหมพรม สวมถุงมือไหมพรมเพื่อป้องกันลมช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับมือของคุณได้เป็นอย่างดี

  • ชุดชั้นใน จุดนี้ควรเลือกชุดชั้นในที่มีความหนาเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายแล้วสวมลองจอนทับอีกชั้น
  • เสื้อผ้า แนะนำเป็นเสื้อวูล, เสื้อฮีทเทค หรือเป็นสเวตเตอร์ที่หนาสักนิดมีแขนยาวและปิดคอเพื่อเก็บความร้อนและให้ความอบอุ่น ส่วนท่อนล่างควรสวมลองจอนวูลเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ขาของคุณ และสวมกางเกงยีนส์หนา ๆ ทับอีกชั้น
  • เสื้อกันหนาว ควรเลือกเสื้อโค้ทที่มีความหนาและมีฮู้ดไว้ป้องกันความหนาวเย็นจากลมหากคุณต้องยืนตากลมนาน ๆ อาจทำให้รู้สึกไม่สบายได้ และเสื้อกันหนาวหรือโค้ทควรมีความยาวเลยสะโพกลงไปยิ่งถ้าได้เสื้อขนเป็ดก็จะดีมาก
  • รองเท้า ควรเตรียมถุงเท้าวูลและรองเท้าบูทไปด้วย

ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นระดับมหาวิทยาลัย ( -15 ถึง -1 องศาเซลเซียส)

ความหนาวระดับนี้เป็นระดับที่มีหิมะตกนอกจากความหนาวเย็นแล้วคุณอาจต้องพบกับความชื้นของหิมะด้วย ต้องจัดเตรียมเสื้อผ้าที่สามารถระบายความชื้นได้ดี เก็บความอบอุ่นได้ดีและกันเปียก หากเสื้อโค้ทที่คุณเตรียมไปไม่มีฮู้ดควรเตรียมหมวกไหมพรมหนา ๆ ที่ปิดหูและถุงมือไหมพรมวูล รวมถึงถุงเท้าไหมพรมวูลไปด้วย

  • ชุดชั้นใน เลือกชุดชั้นในที่มีความหนาเพื่อรักษาความอบอุ่นแล้วสวมลองจอนทับอีกชั้นหนึ่ง ควรเลือกแบบที่ระบายความชื้นได้เร็วแล้วสวมไทต์เลกกิ้งหนาและแพนตี้โฮสด้านล่าง
  • เสื้อผ้า สวมแจ็คเกตบาง ๆ หรือเสวตเตอร์ผสมขนสัตว์เพิ่มความอบอุ่นแขนยาวไว้ด้านใน ท่อนล่างใส่ลองจอนวูลที่สามารถระบายความชื้นได้ดีหากคุณต้องเจอกับหิมะสวมยีนห์หนาที่มีเนื้อผ้าสามารถกันลมได้ดีหรือกางเกงผ้าร่มบุด้านในที่สามารถกันเปียกได้ดี
  • เสื้อกันหนาว เสื้อกันหนาวควรเลือกเป็นวูลขนเป็ดและผ้าด้านนอกกันเปียก หากเป็นโค้ทควรเลือกตัวยาว ยาวถึงเขาเลยยิ่งดี มีความหนามาก ๆ แต่แนะนำเป็นเสื้อวูลขนเป็ดที่มีความหนาแน่นมากดีกว่าเพื่อเก็บความอบอุ่นให้กับคุณ และหากคุณมั่นใจว่าต้องเจอหิมะแน่ ๆ ไม่ควรเลือก Down Jacket มาใส่เพราะถึงแม้จะเบาและอบอุ่นแต่โดนความชื้นเข้าไปแจ็คเก็ตจะเปียกและไม่อุ่นอีกต่อไปจ้า
  • รองเท้า ควรเตรียมถุงเท้าวูลและรองเท้าบูทที่ยาวถึงเข่าและสามารถเดินบนหิมะได้ไปด้วย

สำหรับจำนวนนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาของทริปนี้ด้วยหากไปเพียง 2-3 วันเตรียมเสื้อกันหนาวไปตัวเดียวและชุดชั้นในและเสื้อผ้าตามจำนวนวันและรองเท้าบูทและผ้าใบอย่างละคู่ก็เพียงพอแล้วแต่หากไป 7 วันขึ้นไปควรตระเตรียมเสื้อหนาวไปเผื่ออีกสักหนึ่งตัวหรือไปซื้อเพิ่มที่ประเทศนั้น ๆ ก็ได้คุณจะได้เสื้อที่เหมาะเหม็งกับสภาพอากาศทีเดียวเชียว สำหรับผู้ที่ตั้งใจไปสกีหรือปีนเขาต้องเตรียมอุปกรณ์เซฟตี้แขนขา แว่นกันลมรวมถึงถุงมือที่เหมาะสำหรับปีนเขาและเล่นสกีไปด้วยนะ

Continue Reading
blogcover_10tips

ผู้ชนะ 10 trip … กับ 10 Tips ในการเตรียมตัวไป trip ทัวร์ต่างประเทศ

เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินประโยคเชิญชวนท่องเที่ยวที่ว่า “เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้” อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย เราอยากบอกว่า เที่ยวเมืองนอกก็เช่นกัน แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ถ้าไปแบบไม่รู้ และไม่ได้เตรียมอะไรเลย ต้องแย่แน่ๆ เราจึงรวบรวมและหวังว่า 10 Tips ต่อไปนี้ อาจจะช่วยคุณได้

1. เครื่องแต่งกาย

เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง คุณควรจะศึกษาสภาพอากาศของประเทศที่คุณจะเดินทางไป หนาวไหม ร้อนมากหรือเปล่า รวมถึงข้อห้ามในท้องถิ่นของเขา เช่น ประเทศแถบตะวันออกกลาง หรือ ประเทศที่มีข้อห้ามทางศาสนาในการแต่งตัวต่างๆ ศึกษาให้ดีๆ ในกระเป๋าเดินทางของคุณจะได้เต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายที่พร้อมใส่ทุกสถานการณ์ไงล่ะ

2017-03-14_105917

2. ของใช้ส่วนตัว

เครื่องแต่งกายว่าสำคัญแล้ว ของใช้ส่วนตัวยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเบสิคอย่าง แปรงสีฟัน ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ไปจนถึงที่โกนหนวด หรือครีมต่างๆ ขอแนะนำอีกนิดว่า คุณควรจะติดพวกทิชชู่เปียก ไม้จิ้มฟัน ชุดเข็มกับด้าย ไว้เผื่อเวลาฉุกเฉินด้วยนะ

3. Gadget

ในโลกยุคไซเบอร์นี้ คงไม่มีใครไม่พก Gadget ติดตัวแน่ๆ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คงเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถบันทึกภาพความทรงจำดีๆ ของเราได้ แต่อย่าลืมอุปกรณ์ในการชาร์จเชียวนะ เพราะที่เมืองนอกน่ะ ปลั๊กไฟหรือกระแสไฟอาจจะไม่เหมือนที่บ้านเรา ฉะนั้นควรเตรียม “ที่แปลงหัวปลั๊กไฟ” ติดตัวไว้ด้วยเป็นดีที่สุด และไม่ควรมองข้ามเครื่องมือแปลภาษา ที่จะช่วยให้เราสื่อสารกับคนรอบข้างได้ ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรมหรืออุปกรณ์ในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีแอพลิเคชั่น ไว้ให้โหลดกันง่ายๆ บนโทรทัศท์มือถือแล้วด้วย

2017-03-14_105942

4. เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว

ระหว่างเดินทางอาจจะต้องมีท้องร้องกันบ้างแหละ หรือในมื้อแรกๆ อาจจะยังไม่คุ้นชินกับอาหารหน้าตาแปลกๆ ที่เราไม่เคยกินมาก่อน ยามนี้เราจึงควรหยิบเสบียงที่เตรียมไว้เล็กๆ น้อยๆ ในกระเป๋าออกมาประทัง เพื่อคลายความหิวกันสักนิด

5. ยาสามัญประจำบ้าน และยาโรคประจำตัว

ถ้าไม่อยากให้การท่องเที่ยวทริปนี้กลายเป็นทริปรักษาร่าง นอนป่วยอยู่แต่ที่โรงแรม จนไม่ได้ออกไปเที่ยวตามแพลนที่วางไว้ ก็แนะนำว่า อย่าได้ลืมยาสามัญประจำบ้าน และยาโรคประจำตัว ไว้ในกระเป๋าเดินทางด้วย รวมถึงพวกชุดปฐมพยาบาลก็ไม่ควรละเลยนะ เกิดอะไรขึ้นมาจะได้แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีไงล่ะ

6. เงินสด และบัตรเครดิต

แม้ว่าปัจจุบัน การเบิกเงินในต่างแดนจะทำได้สะดวก แต่เราก็ควรเตรียมเงินสดติดกระเป๋าไว้สักนิด รวมถึงการแลกสกุลเงินที่ต้องใช้ไปก่อนเดินทางเลย เพื่อการใช้จ่ายที่ไม่สะดุดและป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเครดิต ที่สามารถใช้ได้ทุกมุมทั่วโลก เน้นว่าห้ามลืมข้อนี้เป็นอันขาด ไม่งั้นกลับบ้านไม่ได้ไม่รู้ด้วยนะ

2017-03-14_110126

7. เอกสารแสดงตน และเอกสารสำคัญอื่นๆ

จะเดินทางทั้งที มัวเตรียมแต่เครื่องแต่งกายจนลืมเอกสารแสดงตนหรือเอกสารสำคัญอื่นๆ คงหมดสนุกอยู่แค่สนามบินชัวร์!!! ถ้ายังงั้นลองเขียนเช็คลิสต์ในหมวดนี้ดูว่า นอกจากบัตรประชาชนและพาสปอร์ตแล้ว ยังมีอะไรต้องพกใส่กระเป๋าไปอีก เช่น นามบัตร เบอร์ติดต่อกรณีฉุกเฉิน ตั๋วเดินทาง แผนที่ แผนการเดินทาง สมุดบันทึก Hotel Reservation Travel insurance เห็นไหม นี่ถ้าไม่เช็คตามลิสต์นี้ กระเป๋าที่จัดมาคงต้องหอบกลับไปบ้านเหมือนเดิม

8. สนามบิน และการเช็คอินของสายการบิน

ก่อนเดินทางจริง เราแนะนำให้ตรวจสอบเส้นทางไปสนามบิน จะได้ไม่หลงทาง และในวันจริงควรเผื่อเวลาเดินทางแบบชิลล์ๆ ไปสนามบินด้วยนะ อย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมง เผื่อมีอะไรผิดพลาด จะได้มีเวลาแก้ปัญหาได้ทัน อย่าลืม!!! ตรวจสอบการเช็คอินของสายการบินให้ละเอียดด้วยทั้งที่ตั้งของอาคาร หมายเลขเคาน์เตอร์ น้ำหนักของกระเป๋าเดินทาง พร้อมแทคกระเป๋า ตามจำนวนที่เราฝากลงท้องเครื่อง เพื่อเป็นหลักฐานในการเคลม เมื่อกระเป๋าของเราเกิดความผิดพลาดในการส่ง หรือเสียหายนั่นเอง

9. ตรวจสอบสถานที่ท่องเที่ยวของท้องถิ่น หรือ งานเทศกาลต่างๆ

หลายคนพลาดมากๆ ในข้อนี้ ถือว่าเราแนะนำเพิ่มเติมจากสถานที่ที่เป็นจุดแลนด์มาร์คที่สมควรจะไปอยู่แล้ว ว่าเราควรหาข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวของท้องถิ่นนั้นๆ หรืองานเทศกาลที่อาจจัดขึ้นในช่วงเวลาที่เราท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณนั้น เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ความรู้สึกใหม่ๆ ให้กับตัวเองด้วย

2017-03-14_111129

10. หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

ถ้าต้องประสบเหตุการณ์เสี่ยงตายในพื้นที่ไกลบ้าน คงเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน เรื่องแบบนี้เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงดีกว่า เช่น ไม่เข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีสถานะการณ์ตึงเครียดทางการทหารจากการสู้รบ การโจมตี หรือด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วง และพื้นที่ที่มีปัญหาขัดแย้ง เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้จะมีการควบคุมโดยกองกำลังความมั่นคงต่างๆ มากมาย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความล่าช้าหรือปัญหาอื่นๆ จากมาตราการที่มีความเข้มงวด หรือปฎิบัติการของกองกำลังเหล่านี้ และถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรมีเบอร์ของสถานทูต รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสามารถติดต่อได้ยามฉุกเฉินด้วย

เป็นไงบ้างเอ่ย กับ 10 ข้อด้านบนที่เราเอามาฝากกัน ถ้าเช็คลิตส์ครบถ้วนแล้ว ก็เตรียมแพ็คกระเป๋า เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิตกันได้เลย! แล้วอย่าลืมเก็บเกี่ยวประสบการณ์กลับมาให้ได้มากๆ ล่ะ เพื่อให้การเป็นนักเดินทางในครั้งนี้ คุ้มค่าตั๋วสุดๆ ให้สมกับเป็น “ผู้ชนะ 10 trip … กับ 10 Tips ในการเตรียมตัวไป trip ทัวร์ต่างประเทศ” เลย

Continue Reading
travelSafety

เที่ยวต่างประเทศแบบมือใหม่ ปลอดภัยตั้งแต่ไปยันกลับ

เดี๋ยวนี้เพื่อนในเฟซบุ๊คนี่นิยมไปเที่ยวต่างประเทศ อวดอุณหภูมิติดลบกันเป็นว่าเล่นเลยนะ แถมยังไปคนเดียวอีกต่างหาก! ก็เพราะการเดินทางมันช่างสะดวกสบายซะขนาดนี้ หยิบมือถือเข้าแอพจองตั๋วเครื่องบินไม่ถึง 10 นาทีก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋าเดินทางได้แล้ว ทำให้คนเราเลือกจะไปไหนมาไหนคนเดียวมากขึ้น ไม่ต้องมารอใครให้เสียเวลา อยากไปไหนก็ไป อยากแวะไหนก็แวะ จะหยุดชิมกินอาหารข้างทางทุกร้านก็ไม่มีใครว่า สบายใจสุด ๆ

แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเคยออกรอบไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวก็อาจจะยังไม่รู้ว่าควรจะเตรียมตัวอะไรยังไงดี เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมวิธีเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวแบบปลอดภัย อุ่นใจตั้งแต่ไปยันกลับ มาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกัน อ่านเสร็จแล้วเตรียมแพ็คกระเป๋าได้เลย

preparefortrip

1. เตรียมเงินให้พร้อม ก่อนท่องโลก

แน่นอนอยู่แล้วว่าต่างประเทศเค้าไม่ได้ใช้สกุลเงิน “บาท” แบบเราหรอก เพราะฉะนั้นเราต้องแลกเงินแลกทองไว้ให้พร้อม วางแผนให้ดีว่าเราจะไปไหนบ้าง แต่ละที่ใช้เงินประมาณเท่าไหร่ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าธรรมเนียมของประเทศที่เราไปมันอาจแพงหูฉี่เหมือนโดนปล้นเลยก็ได้ ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ที่นี่ดีกว่าเนอะ

2. ถ่ายเอกสารสำคัญเก็บไว้ด้วย ช่วยได้เยอะ

บางประเทศมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยก็จริง แต่โจรนี่ชุมยิ่งกว่ายุงซะอีก ทำให้เอกสารสำคัญต่าง ๆ ของเราอาจหายหรือถูกขโมยได้ ดังนั้นทางที่ดี ก่อนออกเดินทางเนี่ยให้เราถ่ายเอกสารของสำคัญพวกนี้ให้ครอบครัวเก็บไว้ด้วย เพราะถ้ามีอะไรขึ้นมาอย่างน้อยเราก็ขอสำเนาจากพวกเค้าได้

contactanytime

3. ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต้องติดต่อได้ตลอด

เวลาไปไหนมาไหนคนเดียวพ่อแม่ก็ต้องเป็นห่วง อยากรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ซึ่งถ้าเราสามารถติดต่อได้ตลอด คุยกับพวกเค้าอยู่เรื่อย ๆ มันก็จะยิ่งทำให้เราปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นลงเครื่องปุ๊ปให้ไปซื้อโทรศัพท์มือถือมาเปิดซิมปั๊ปเลย จะได้ติดต่อกันได้สะดวก แล้วไปไหนกับใครก็อย่าลืมบอกเค้าไว้ด้วยล่ะ

4. ถ้าไม่จำเป็น ไม่ต้องพูดเรื่องส่วนตัว

ไอคำทีว่า “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ” นี่ยังใช้ได้อยู่ตลอดนะ โดยเฉพาะกับการไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวด้วย ยิ่งต้องเพลย์เซฟให้มากที่สุด ไม่ใช่รู้จักกันแค่แป๊ปเดียวก็ไปบอกเค้าซะหมดว่าพักอยู่ไหน ห้องอะไร พรุ่งนี้จะไปไหนบ้าง ข้อมูลแน่นขนาดนี้ จะโดนดักปล้นก็คงไม่แปลกอะไรแล้วแหละ เพราะฉะนั้นให้บอกเรื่องส่วนตัวเหล่านี้เฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้นก็พอแล้ว

women

5. พกพาสปอร์ตติดตัว ชัวร์กว่าเยอะ

เดี๋ยวนี้มีข่าวให้เห็นกันบ่อยนะว่ามิจฉาชีพต่างประเทศเนี่ยเค้าจะขโมยพาสปอร์ตกัน เอาไปขายเล่มนึงได้ตั้งเป็นแสน ๆ สงสัยกันใช่มั้ยล่ะว่าเค้าจะขโมยพาสปอร์ตไปทำไม ก็เอาไปให้คนร้ายที่มีรูปพรรณใกล้เคียงกับเรามากที่สุดใช้ไง ทีนี้คนพวกนั้นจะเข้าจะออกประเทศไหนในชื่อเราก็ง่ายละ แถมความซวยยังมาตกที่เราอีก ดังนั้นห้ามเก็บไว้ที่โรงแรมเด็ดขาด พกติดตัวไว้ตลอดน่ะปลอดภัยกว่าเยอะ

6. ซื้อประกันเดินทางไว้ อุ่นใจสุด ๆ

อย่าได้คิดเลยนะว่า “ไปต่างประเทศแค่แป๊ปเดียวเอง คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” ก็เพราะไอความประมาทพวกนี้แหละที่ทำให้ใครต่อใครต้องเสียเงิน เสียเวลากันไปแล้วตั้งเท่าไหร่ เพราะอย่างที่รู้ว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งเราเดินทางไปคนเดียวในต่างแดนด้วย การซื้อประกันเดินทางไว้ เสียเงินแค่ไม่กี่ร้อยบาทแลกกับความอุ่นใจ ยังไงก็คุ้ม เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยตอนอยู่ที่นั่นก็ไม่ต้องหาโรงพยาบาลเอง ติดต่อแพทย์เอง และที่สำคัญนะ ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาที่แพงหูฉี่เองด้วย ซื้อประกันเดินทางน่ะดีที่สุดแล้ว

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้เพื่อน ๆ ทุกคนเที่ยวต่างประเทศคนเดียวได้อย่างปลอดภัย สบายใจ ไม่ต้องคอยมากังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่องต่าง ๆ ยิ่งถ้าเราเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเจอได้มากเท่าไหร่ ต่อให้เป็นมือใหม่ หรือมือเก่า การท่องเที่ยวในต่างแดนคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

Continue Reading
blogcover_savetrip

8 วิธีลดค่าใช้จ่ายเที่ยวต่างประเทศให้สบายกระเป๋า

การเที่ยวต่างประเทศเป็นความฝันของใครหลายๆคน แต่การเที่ยวต่างประเทศในแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป เราจึงมีวิธีวางแผนเที่ยวแบบประหยัดที่กลับมาแล้วไม่ล้มละลายจนต้องกินมาม่าไปทั้งเดือนมาฝากผู้อ่านกันครับ

1. เลี่ยงการพักในโรงแรม หันใช้บริการ AirBNB และ Hostel

ค่าใช้จ่ายหลักในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคือค่าที่พัก หนึ่งวิธีที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้คือการหลีกเลี่ยงการเข้าพักในโรงแรมและหันมาพักในโฮสเทลหรือที่พักประเภท AirBNB แทน ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจประเภทนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยววัยรุ่นอย่างมาก ถึงแม้ความสะดวกสบายอาจจะไม่เท่าและความเป็นส่วนตัวอาจจะน้อยกว่าการพักในโรงแรม แต่การพักในโฮสเทลและ AirBNB จะทำให้คุณได้รู้จักกับคนใหม่ๆ ที่เดินทางมาจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต

hostel

2. ซื้อตั๋วโปร

การเดินทางไปต่างประเทศในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เนื่องจากสายการบิน Low Cost มากมายต่างออกโปรโมชั่นเรียกลูกค้าตลอดทั้งปี ดังนั้นการกดฟอลโล่วและไลค์เพจท่องเที่ยวหรือตั๋วถูกเช่น Chang Trixget หรือ อาแปะ ทำให้คุณไม่มีทางพลาดตั๋วโปรดีๆอย่างแน่นอน นอกจากนี้การรู้จักสุดยอดเครื่องมืออย่าง Google Flight ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้การวางแผนหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกนั้นง่ายขึ้น เนื่องจาก Google Flight นั้นจะช่วยเปรียบเทียบราคาของทุกสายการบิน คุณไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดซื้อตั๋วแพงอย่างแน่นอน

3. ศึกษาการเดินทาง

แต่ละเมือง แต่ละประเทศมีคมนาคมขนส่งที่แตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาเส้นทางเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรทำ เช่นการเดินทางจากสนามบินกัวลาลัมเปอร์เพื่อเข้าตัวเมือง มีวิธีการเดินทางกว่า 4 วิธี หากไม่ได้ศึกษาการเดินทางคนส่วนใหญ่อาจจะเลือกใช้รถไฟ KLIA Transit ซึ่งเฉลี่ยราคาตกอยู่คนละ 400 บาท ซึ่งถ้าหากคุณเดินทางเป็นหมู่คณะ การเลือกใช้ Uber หรือ Grab อาจจะมีราคาที่ถูกลงและสะดวกกว่ามาก ดังนั้นควรศึกษาวิธีการเดินทางให้ดี คำนวณราคาต่อหัวเพื่อประหยัดงบในส่วนนี้ลงได้

plan your trip

4. เตรียมคูปองส่วนลดให้พร้อม

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าหากคุณต้องเดินทางด้วย Uber หรือ Grab ในเมืองนั้นๆ การเตรียมคูปองส่วนลดสำหรับค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งสิ่งที่จะช่วยประหยัดได้ไม่มากก็น้อย ถ้าหากจะพูดถึงเว็บไซต์คูปองใหญ่ๆในเมืองไทยก็คงต้องนึกถึง iPrice ซึ่งมีคูปองที่หลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ก่อนการเดินทางคุณควรเซฟคูปองเผื่อเอาไว้ใช้ระหว่างการเดินทาง

5. ทาน Fast-food บางมื้อ

ร้าน Fast-food เช่น McDonalds’, KFC, Subway ในบางประเทศนั้นมีราคาที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่นๆ ในบางประเทศอาหาร Fast-Food อาจมีราคาที่ถูกกว่าในประเทศไทยด้วยซ้ำ ถ้าหากคุณมีโอกาสและต้องการประหยัดก็ลองเข้าไปเช็กราคาและทานอาหารประเภทนี้ในบางมื้อ

6. เที่ยวพิพิธภัณฑ์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย

หลายๆเมืองในทวีปยุโรปและอเมริกานั้น ทางรัฐบาลมีการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวและสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้แก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกามี Smithsonian ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมฟรี ถ้าหากคุณคิดว่าของฟรีมันจะไปดีอะไร บอกได้เลยว่าคุณคิดผิด เพราะสถานที่เหล่านี้ถูกสร้างมาจากรัฐบาลและถูกโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นคุณควรศึกษาหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายเอาไว้ลดค่าใช้จ่ายในทริปส์ของคุณ

museum

7. อย่าลืมทำ Tax Refund

ในบางประเทศอาทิ ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน มีนโยบายเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวผ่านการทำ Tax Refund ให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้จ่ายในประเทศของเขา การเก็บใบเสร็จและนำไปขอคืนภาษีที่สนามบินจะช่วยให้คุณได้ประหยัดเงินเล็กน้อย ถ้าหากคุณเป็นนักช้อปปิ้งตัวยง คุณอาจจะได้เงินจำนวนหนึ่งไปกินขนมเล่นที่ไทยก็ได้

8. ใช้สิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต

บริษัทบัตรเครดิตต่างปล่อยสิทธิพิเศษดีๆมากมายสำหรับลูกค้าผู้ใช้บัตร การเลือกใช้บัตรในบางสถานการณ์อาจช่วยให้คุณได้รับเงินคืนบ้าง (Rebate) และที่สำคัญหากสถานที่ท่องเที่ยวหรือร้านอาหารมีการทำโปรโมชั่นกับบัตรที่คุณถืออยู่ คุณสามารถใช้บัตรเครดิตเพื่อรับสิทธิพิเศษดีๆนี้เช่นกัน

จากข้อแนะนำทั้งหมดนี้ ผู้อ่านคงทราบดีแล้วว่าการค้นหาข้อมูลและการวางแผนก่อนออกเดินทางเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณออกเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวลและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในการท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็อย่าลืมนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในแต่ละทริปส์เพื่อกลับมาจะได้ไม่ต้องนั่งต้มมาม่ากินครับ

Continue Reading
blogcover_food

รวมเมนูอาหารประจำชาติที่ไปถึงถิ่นแล้วต้องลิ้มลอง

การท่องเที่ยวไปในต่างประเทศนั้นเรียกได้ว่าเป็นการเปิดโลกกว้างและเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับโลกของคุณในด้านที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภาษาและวิธีการสื่อสารที่บ่งบอกเชื้อชาติของคนท้องถิ่น และแน่นอนขาดไม่ได้ก็คืออาหารท้องถิ่นของประเทศที่คุณไปเยี่ยมเยือน ถึงแม้จะเป็นเมนูอาหารที่คนที่อยู่อีกซีกโลกรับประทานเป็นประจำแต่ไม่ใช่สำหรับคุณ และเมื่อคุณอยู่ที่นั่นแล้วคุณต้องหาโอกาสลิ้มลองเพื่อสัมผัสรสชาติที่แปลกใหม่เรียกว่าเป็นการซึมซับวัฒนธรรมด้วยกระเพาะยังไงล่ะ

1. กูลาช (Gulasch) ของประเทศฮังการี

hungary food

เป็นซุปสตูว์สไตล์โฮมเมด แม่บ้านในอดีตนิยมเคี่ยวหม้อโต ๆ เพื่อเก็บไว้รับประทานหลายวัน ซึ่งเมื่อถึงวันท้าย ๆ เนื้อในซุปแทบจะละลายในปากเลยทีเดียว ส่วนใหญ่กูลาซปรุงด้วยสัตว์อย่างเนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อแกะ โดยเริ่มจากการหั่นเนื้อเป็นลูกเต๋านำไปคลุกเคล้ากับเกลือจากนั้นนำไปทอดกับหอมใหญ่เคี่ยวไฟอ่อน ๆ คลุกเคล้ากับเครื่องเทศและเติมน้ำซุปลงไปเคี่ยวไฟอ่อน จากนั้นปรุงรสเผ็ดด้วยปาปริก้าทั้งแบบสดและแบบป่นแล้วแต่สูตรเพิ่มความหอมมันด้วยครีม กูลาซรสเข้มข้นนิยมรับประทานคู่กับพาสต้า หากไปถึงฮังการีแล้วสั่งมาชิมด่วน

2. ปาเอญ่า (Paella) ประเทศสเปน

spain food

ข้าวผัดหรือข้าวอบสไตล์สเปนที่ใช้ข้าวสารดิบ ๆ ปรุง โดยเมล็ดข้าวที่ใช้ในการปรุงจะมีลักษณะเป็นเม็ดอ้วนป้อม ๆ คล้ายกับข้าวญี่ปุ่นอยู่สักหน่อย นิยมใส่เนื้อไก่และซีฟู้ดอย่างกุ้ง หอย ปลาหมึก โดยเริ่มจากผัดเนื้อสัตว์กับเครื่องเทศจากนั้นปรุงข้าวกับน้ำซุปต้มกระดูกจนได้ที่แล้วตกแต่งหน้าด้วยกุ้งและหอยตัวอ้วน ๆ น่ารักประทาน ข้าวผัดสเปนจะเนื้อสัมผัสกรุบ ๆ ไม่เหมือนกับข้าวผัดที่ใช้ข้าวปรุงสุกทำอยากรู้เป็นอย่างไรก็ต้องไปลองเองนะ

3. ซุปบอร์ช (Borscht) ประเทศรัสเซีย

russia food

ซุปบีทรูทที่เน้นรสหวานของผัก เมนูพื้นเมืองของประเทศรัสเซียซึ่งปรุงโดยใช้ผลบีทรูทเป็นหลักทำให้ซุปออกมามีสีแดงเข้ม ปรุงโดยนำผักต่าง ๆ ไปผัดคลุกเคล้ากับเครื่องเทศให้นุ่มแล้วใส่ในน้ำต้มกระดูกหรือหากใครไม่ทานเนื้อก็ใส่แค่น้ำเปล่าเป็นซุปผักเพียว ๆ ปรุงรสกลมกล่อม ราดด้วยครีมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตทานคู่กับขนมปังดำของรัสเซียอร่อยเลิศ

4. ปูแตง (Poutine) ประเทศแคนาดา

canada food

อาหารขึ้นชื่อของแคนาดาคล้าย ๆ ต้มยำกุ้งของประเทศไทย เป็นเมนูที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝรั่งเศสประกอบด้วยเฟรนช์ฟรายโรยด้วยเบคอน ผักและชีส ปิดท้ายด้วยการราดน้ำเกรวี่ด้านบน เป็นเมนูที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ มีขายทั่วไปในแคนาดาแถมราคาไม่แพงอีกด้วยนะ

5. เคอร์รี่เวิร์สหรือไส้กรอกราดซอสผงกระหรี่ (Currywurst) ประเทศเยอรมัน

germany food

เยอรมันนั้นนอกจาจะเลื่องชื่อเรื่องเบียร์รสเยี่ยมแล้วยังมีไส้กรอกเยอรมันที่มีมากกว่า 1,000 ชนิดให้คุณไปลิ้มลอง และคุณสามารถพบเห็นร้านขายไส้กรอกได้ทั่วไปในเยอรมันเลย สำหรับเคอร์รี่เวิร์สที่อยากให้คุณลองนั้นทำจากไส้กรอกย่าง ราดด้วยซอสมะเขือเทศและมัสตาร์ด เพิ่มด้วยการโรยผงกระหรี่ด้านบนให้กลิ่นและรสชาติที่แตกต่างทานคู่กับมันฝรั่งทอดหรือขนมปังก็เข้ากั๊นเข้ากัน

ทริปนี้ต้องอิ่มใจ อิ่มตา อิ่มท้อง ข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลขนาดนี้ ของเลื่องชื่อไม่ลองแล้วจะเสียดายแย่นะคุณ

Continue Reading
blogcover.bagchecklist

[Infographic] 6 กระเป๋าและ Check List ติ๊กให้ครบก่อนเที่ยวต่างประเทศ

bag_checklist

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดภาพขนาดใหญ่

อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าการเดินทางออกนอกประเทศจะต้องเตรียมเอกสารสำคัญหลายอย่าง รวมถึงการหาซื้อของใช้ที่จำเป็นในต่างประเทศค่อนข้างหายาก ดังนั้นการเตรียมของให้พร้อมก่อนออกเดินทางนั้นมีความสำคัญ ฉะนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึง Check List สิ่งของที่ควรจัดใส่กระเป๋าให้เป็นระเบียบจะได้เที่ยวต่างประเทศอย่างไร้กังวล โดยเราจะแบ่งการจัดสิ่งของออกเป็น 6 กระเป๋าดังต่อไปนี้

1. กระเป๋า Carry On

กระเป๋าใบแรกที่เราจะพูดถึงก็คือกระเป๋าใบเล็กสำหรับนำขึ้นเครื่องนั่นเอง การเดินทางไปต่างประเทศถ้าหากเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็อาจจะต้องเตรียมสิ่งของเพื่อเอนเตอร์เทนตัวเองบนเครื่องบินที่แสนจะยาวนาน สิ่งของที่คุณควรเตรียมได้แก่

  • USB Cable ควรเตรียมติดตัวไว้ตลอดเวลา ถ้าหากเราเล่นเกมหรือฟังเพลงบนเครื่องจะได้มีสายชาร์จโทรศัพท์เพื่อไม่ให้ความบันเทิงของคุณขาดตอน
  • หูฟังส่วนตัวเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถึงแม้บางสายการบินจะให้บริการหูฟัง แต่คุณภาพของหูฟังอาจจะไม่ดี บางอันเสียงไม่ดี บางอันก็สายสั้นจนเกินไป ดังนั้นควรเตรียมหูฟังอันโปรดของคุณเพื่อความบันเทิงที่ครบรส
  • อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์เช่นโทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์และกล้อง ควรจัดใส่กระเป๋า Carry On สิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งของมีมูลค่าสูง ควรนำติดตัวไว้ตลอด ถ้าหากกระเป๋ามีล็อคก็ควรปิดให้สนิทเพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี
  • หนังสืออ่านเล่นดีๆสักเล่มจะช่วยให้การเดินทางที่แสนยาวนานลดความตึงเครียดลงได้ ถ้าหากมีเวลาไม่พอสำหรับการหาซื้อหนังสือ คุณอาจจะซื้อ Magazine Gossip เบาสมองเอามาอ่านฆ่าเวลา
  • โดยส่วนตัวผมมักจะเตรียมอาหารว่างหรือขนมใส่ไว้ในกระเป๋า Carry On เนื่องจากเราอาจจะหิวระหว่างการเดินทางและสายการบินให้บริการอาหารไม่ตรงเวลา การเตรียมอาหารเบาๆไว้รองเท้าเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง
  • ถ้าหากคุณมีปัญหากับการนั่งแล้วคอตก คอพับ คุณควรเตรียมหมอนรองคอมาใช้เพื่อซัพพอร์ตให้คุณนอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น
  • สำหรับไฟล์ทยาวๆ ผมมักเจอผู้โดยสารนำแผ่นมาส์กหน้าขึ้นมาใช้ระหว่างนอนหลับ เนื่องจากอากาศในตัวเครื่องค่อนข้างแห้ง การใช้แผ่นมาส์กหน้าจะช่วยให้คุณมีผิวหน้าที่เปล่งปลั่งพร้อมลุยได้อย่างเฉิดฉาย
  • Adapter ควรเตรียมจากประเทศไทยเพราะเป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ที่ค่อนข้างหาซื้อได้ยากในต่างประเทศ แถมราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับประเทศไทย
  • สิ่งสุดท้ายที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดก็คือปากกาที่จะต้องนำมากรอกเอกสารตรวจคนเข้าเมือง แต่ถ้าหากไม่ได้เตรียมมา คุณอาจจะขอยืมจาก Flight Attendant ก็ได้

2. Checked Bag

การเลือกกระเป๋า Checked Bag ใบนี้ควรเลือกกระเป๋าที่มีความเบาและขนาดเหมาะสมสำหรับการใช้งาน กระเป๋า Cheked Bag จะเป็นกระเป๋าที่ใช้ใส่สำภาระของใช้ต่างๆ อาทิ

  • เสื้อผ้า
  • รองเท้า
  • เครื่องประดับ
  • เครื่องสำอางและของใช้ส่วนตัวอื่นๆ
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูปเช่นมาม่าหรือโจ๊ก สำหรับคนที่ติดรสจัดก็อย่าลืมเตรียมพริกป่นไปด้วย

เนื่องจากของใช้ที่เป็นของเหลวจะต้องใส่ในกระเป๋าลูกหลักนี้ คุณควรมีการจัดของเหลวใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เนื่องจากแรงดันอากาศใต้เครื่องบินนั้นสูงมาก อาจจะทำให้ของเหลวนั้นทะลักออกมาจากภาชนะ หนึ่งสิ่งที่อยากจะแนะนำคือนำภาชนะที่บรรจุของเหลวใส่ในถุง Ziploc อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวไหลออกมาจากถุง

3. กระเป๋าใส่ของใช้ในห้องน้ำ

สิ่งของประเภทแปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, สบู่, โฟมล้างหน้า, makeup remover, และเครื่องสำอางต่างๆ คุณควรแยกใส่ในกระเป๋าเล็กอีกใบหนึ่งเพื่อง่ายต่อการหยิบใช้ ซึ่งถ้าหากเดินทางยาวๆ คุณอาจจะนำกระเป๋าใบนี้ใส่ลงใน Carry On ก็ได้ แต่ของเหลวจะต้องถูกบรรจุในภาชนะที่มีขนาดน้อยกว่า 100 มิลลิลิตร

กระเป๋าลูกนี้ควรถูกจัดอย่างเป็นระเบียบที่สุดและคุณควรเลือกกระเป๋าที่มีขนาดพอเหมาะ สามารถหยิบใช้ได้สะดวก

4. กระเป๋ายา

ถ้าหากคุณมีโรคประจำตัวคุณควรเตรียมยาเฉพาะทางของคุณ โดยกระเป๋ายาควรมียาสามัญเอาไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินด้วย สิ่งที่ควรเตรียมมีดังต่อไปนี้

  • ยาแก้ปวด
  • ยาแก้แพ้อากาศและลดน้ำมูก
  • ยาลดไข้
  • คาร์บอนสำหรับดูดซับสารพิษและยาแก้ท้องเสีย
  • พลาสเตอร์แปะแผล
  • ยาแก้เมารถ

5. กระเป๋าสตางค์

สิ่งที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดก็คือเงินสดและบัตรเครดิตที่ต้องใช้สำหรับการชำระค่าสินค้าต่างๆ คุณควรหากางเกงที่มีซิปปิดมิดชิด หรือนำกระเป๋าสตางค์ใส่ไว้ในกระเป๋าลับของเสื้อตัวนอกเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต นอกจากนี้ผมมักจะหยิบนามบัตรของโรงแรมใส่กระเป๋าติดตัวไว้เสมอ เผื่อในกรณีฉุกเฉิน จะได้มีที่อยู่ของโรงแรมเอาไว้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้

6. กระเป๋าหรือซองใส่เอกสาร

กระเป๋าใบนี้เป็นกระเป๋าที่มีความสำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ โดยสิ่งที่คุณจะต้องเตรียมก็คือ Passport, บัตรประชาชน, ใบขับขี่สากล, เอกสารการจองโรงแรม, ตั๋วโดยสาร, แผนที่และแพลนท่องเที่ยว เป็นต้น

ประกันเดินทาง

นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือประกันการเดินทาง หลายๆคนอาจจะมองข้ามเอกสารสำคัญนี้ไปเนื่องจากไม่อยากจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ประกันการเดินทางจะช่วยให้คุณท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล เพียงเลือกซื้อประกันการเดินทางกับบริษัทที่คุณไว้วางใจแล้วอย่าลืมอ่านข้อตกลงว่าประกันนั้นจะครอบคลุมในส่วนใดบ้าง คุณควรเลือกซื้อประกันที่ครอบคลุมในส่วนของประกันชีวิตและทรัพย์สินมีค่าเช่น passport ถ้าเกิดการสูญหาย ทางบริษัทจะช่วยติดต่อผสานงานให้อย่างรวดเร็ว เพียงมีประกันการเดินทาง คุณก็จะรู้สึกอุ่นใจและเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล

และนี่ก็คือ 6 กระเป๋าและ Check List ที่คุณควรเตรียมให้พร้อมก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ ตรวจสำภาระของคุณให้พร้อมก่อนออกเดินทางแล้วคุณจะได้เที่ยวต่างประเทศอย่างมีความสุข

Continue Reading
blogcover_topplace

รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในแต่ละเดือน ให้คุณท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

หลังจากที่คุณเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาตลอดทั้งเดือน หลายคนเลือกผ่อนคลายด้วยการออกท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่แห่งความสุขให้เต็มเปี่ยมเตรียมความพร้อมสำหรับเดือนถัดไป ในประเทศไทยเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามตามธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสถาปัตกรรมวิจิตรงดงามน่าไปเยี่ยมเยือนหลายแห่งแบบที่เรียกว่าสามารถเที่ยวกันได้ทุกสัปดาห์ แต่หากใครกำลังอยากออกไปท่องโลกกว้างและต้องการจัดทริปไปต่างประเทศแต่ไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดีและควรไปในช่วงเดือนไหนวันนี้เรามีไอเดียมาแบ่งปันกัน

เที่ยวชมแสงเหนือที่นอร์เวย์ในเดือนมกราคม

เริ่มต้นเดือนแรกของปีด้วยความสดใสด้วยการจัดทริปท่องเที่ยวไปยังนอร์เวย์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สามารถเห็นปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เราเรียกกันว่า แสงเหนือ หรือ ออโรร่า ได้ชัดเจนที่สุด โดยแสงเหนือนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เราจะได้เห็นสีสันต่าง ๆ บนท้องฟ้าที่ไม่ใช่แค่สีฟ้า คุณจะเห็นสีเขียว สีแดง สีเขียว สีขาว ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจและจะติดอยู่ในความทรงจำของคุณแน่นอน

170201_1aurora_pexels.com_

กุมภาพันธ์ – ท่องไปในบรรยากาศสุดโรแมนติคของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

สำหรับเดือนแห่งความรักที่ต้องการเติมความหวานให้หัวใจ แนะนำให้คุณและหวานใจไปเที่ยวปล่อยใจไปกับปารีสเมืองที่มีบรรยากาศแห่งความโรแมนติกชวนเคลิ้มฝัน หากคุณไปกับคนรักก็ชักชวนกันไปล่องเรือในแม่น้ำเซนและรับประทานอาหารใต้แสงเทียนช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่น สำหรับคนโสดคุณอาจพบคู่ใจที่นั่นใครจะไปรู้

170201_2paris_pexels-photo-92993_

ชมซากุระบานเดือนมีนาคมที่ญี่ปุ่น

เดือนมีนาคมตรงกับฤดูใบไม้ผลิที่ญี่ปุ่นพอดี สัมผัสอากาศเย็นกำลังดีและชมดอกซากุระบานสะพรั่งของญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่สเน่ห์มากประเทศหนึ่งในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่น่าชื่นชม อาหารรสเยี่ยมและสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามมีเอกลักษณ์ ที่ทำให้ชาวไทยหลายคนต้องไปท่องเที่ยซ้ำแล้วซ้ำอีก

170201_3japan_freepik_mt-fuji-sakura-2_21220983
Cr. Freepik.com

เมษายนหน้าร้อนนี้ที่มัลดีฟ

ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่ทะเลสวยที่สุด เยี่ยมชมหมู่เกาะมัลดีฟที่มีน้ำทะเลสีครามใสแจ๋วและหาดทรายสีขาว สัมผัสลมทะเลกับบรรยากาศของการพักผ่อน เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบคู่รักที่จะช่วยให้คุณใกล้ชิดกันมากขึ้นแถมใช้เวลาเดินทางจากไทยไม่นานอีกด้วย

170201_4maldives_freepik_maldives_2222782

Cr. Freepik.com

ชมดอกทุ่งดอกทิวลิปในเดือนพฤษภาคม ที่เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์ในเดือนพฤษภาคมสวนดอกไม้ซึ่งมีหลายสวนจะผลิบานสะพรั่งสวยงามที่สุด โดยสวนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือสวนคิวเค็นฮอฟ (Keukenhof) เพราะมีต้นทิวลิปกว่า 800 สายพันธุ์และมีดอกไม้อยู่ภายในสวนทั้งสิ้นมากกว่า 7 ล้านดอก กินพื้นที่ 80 เอเคอร์รับรองว่ามีมุมถ่ายภาพเพื่อเก็บความประทับใจเพียบ

170201_5Keukenhof_holland.com_

Cr. Holland.com

ร่วมชมเทศการดงดาวแห่งค่ำคืนสีขาวในเดือนมิถุนายนที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รัสเซีย

ที่ประเทศรัสเซียมีการจัดเทศการดวงดาวแห่งค่ำคืนสีขาว (The stars of the white nights) เพื่อต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังมาถึงโดยเทศกาลนี้เริ่มจัดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งงานเทศกาลนี้มีกิจกรรมสลับหมุนเวียนกันไป เช่น การแสดงโอเปร่า บัลเลต์ การแสดงดนตรีคลาสสิค ขบวนพาเหรดและไฮไลท์ของงานคือการแสดงล่องเรือสกาเล็ตเซลซึ่งเป็นเรือสำเภาโบราณประดับไฟบนแม่น้ำเนวากลางเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก อลังมากบอกเลย

170201_6russia_socioforum.su_

Cr. socioforum.su

Shopping ที่ฮ่องกงในเดือนกรกฎาคม

เกาะฮ่องกง สถานที่ท่องเที่ยวและช็อปปิ้งที่ได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างมากเอะอะไป เอะอะไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่หลายร้านร่วมกันลดราคาสินค้า นอกจากเอาใจขาช็อปแล้วฮ่องกงยังมีทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงามและมีอาหารอร่อยระดับมิชลินสตาร์ให้ได้ตามไปลิ้มรสอีกด้วย

170201_7hk_freepik_hong-kong-october-14-2015-hong-kong-skyline-on-october-14-in_1203-2432

Cr. Freepik.com

สิงหาพาสุขเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์กับครอบครัว

เดือนสิงหาคมนี้มีวันสำคัญคือวันแม่ดังนั้นพาคุณแม่ไปสูดอากาศทีสวิตเซอร์แลนด์กันดีกว่า เดือนสิงหาคมตรงกับหน้าร้อนของสวิตเอซอร์แลนด์พอดีมีช่วงกลางวันที่ยาวนานทำให้อากาศไม่หนาวจนเกินไป และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติของสวิตเซอร์แลนด์ก็เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างมากเลยล่ะ

170201_8switz_travel.prwave.ro_

Cr. travel.prwave.ro

น้ำใส ทะเลสวนที่โครเอเชียในเดือนกันยายน

เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วอากาศในโครเอเชียเริ่มเย็นขึ้น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศปลอดโปร่ง ชอบเดินชมสถาปัตกรรม ตึกรามบ้านช่องและทะเลสวยน้ำใส ช่วงเดือนกันยายนนี้ไปเลย

170201_9croatia_gettingstamped.com_

Cr. gettingstamped.com

ดื่มด่ำกับเส้นทางธรรมชาติฉางชา-จางเจี๋ยเจ้ย ประเทศจีนในเดือนตุลาคม

เดือนตุลาคมเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบายจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการท่องเที่ยวเส้นทางธรรมชาติโดยนั่งรถไฟระหว่างเมืองที่ตัดผ่านหุบเขาเพื่อชื่นชมภูเขาและเหล่าต้นไม้ที่กำลังผลัดใบ ในเส้นทางฉางชา-จางเจี๋ยเจี้ยที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉากในภาพยนตร์เรื่อง Avatar และสัมผัสความหวาดเสียวขณะเดินบนสะพานกระจกใสแจ๋วเพื่อชมวิวภูเขาอย่างใกล้ชิด

170201_10zjj_youtube.com_

Cr. Youtube.com

ร่วมชมเทศกาลแห่งความตายในเม็กซิโกต้นเดือนพฤศจิกายน

ช่วงปลายเดือนตุลาคมย่างเข้าเดือนพฤศจิกายนในเม็กซิโกจะมีงานเทศการแห่งความตายลากาลากา (La Calaca) ใกล้กับสนามบินเมืองเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งชาวเมืองจะเพ้นท์ใบหน้าและใส่เสื้อผ้าเลียนแบบคนตายหรือภูตผีเป็นรูปหัวกะโหลกแบบสวยงาม โดยชาวเม็กซิกันมีความเชื่อว่าการตายไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัวเป็นเพียงการเดินทางครั้งใหม่เท่านั้น

170201_11mexico_whatsupsancarlos.com_

Cr. whatsupsancarlos.com

ฉลองปีใหม่ที่ลาสเวกัสในเดือนธันวาคม

ช่วงส่งท้ายปีเก่าไปเที่ยวลาสเวกัสกันดีกว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถานบันเทิง คาสิโนและโชว์ที่สวยงามทำให้มีบรรยากาศสนุกสนานอบอวลไปรอบตัวคุณ นอกจากนี้ช่วงปลายปียังเป็นช่วงที่ราคาที่พักถูกกว่าช่วงอื่น ๆ อีกด้วย

170201_12las vegas_getyourguide.com_

Cr. getyourguide.com

นอกจากประเทศเหล่านี้แล้วยังมีอีกหลายประเทศที่มีความสวยงามและบรรยากาศดีน่าท่องเที่ยว ว่างเดือนไหนก็เที่ยวเดือนนั้นเลย

Continue Reading
blogcover_happyroad

6 วิธีเตรียมตัวก่อนไป Road Trip ที่ต่างประเทศให้แฮปปี้ไม่มีพลาด!

Capture

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการเดินทาง การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะแบ็คแพ็คไปเป็นคู่ ไปหมู่หรือจะไปเดี่ยว การได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ คงทำให้คุณตื่นเต้นได้ไม่น้อย อีกหนึ่งสไตล์การท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและฮอตฮิตมาแต่ไหนแต่ไรก็คงหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวแบบ Road Trip หรือการขับรถออกเดินทางไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ แถมยังได้ชมวิวสองข้างทาง เปิดเพลงเพราะๆ ฟัง เปิดกระจกรับลม แค่คิดแค่นี้ก็ฟินแล้ว แถมยังสะดวก ไม่ต้องต่อรถ โบกเหมือนการเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค เพราะแค่คุณมีรถกับคนรู้ใจก็สามารถไปถึงไหนต่อไหนได้ง่ายนิดเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วย Road Trip ในต่างประเทศ คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศดีๆ ที่ไม่เคยมีใครมารีวิว ที่สำคัญตอนนี้ตั๋วเครื่องบินก็ถูก ค่าเช่ารถก็ไม่แพงแถมยังมีให้เลือกมากมาย ถ้าคุณวางแผนไปก่อน รับรองว่ายังไงก็สนุกแถมกระเป๋าไม่ฉีกอีกด้วย วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับ วิธีการเตรียมตัวก่อนไปสนุกกับ Road Trip ในต่างประเทศมาฝากกัน ลองไปดูเลย!

1. Make a plan

ก่อนอื่นก่อนใด คุณควรจะมานั่งจับเข่าคุยกับเพื่อนร่วมทริปของคุณว่า คุณจะไป Road Trip ที่ไหน ประเทศอะไร กฎหมายในการขับรถเขาเป็นอย่างไร ต้องหาข้อมูลต่างๆ วางแผนล่วงหน้า จองตั๋วเครื่องบินไว้ให้พร้อม อย่าไปตายเอาดาบหน้า เชื่อเรา! โดยประเทศส่วนใหญ่ที่คนนิยมไป Road Trip ง่ายๆ ก่อน อาจจะเป็นในอเมริกาจากรัฐเนวาด้า ลาสเวกัสไปซานฟรานซิสโก หรือจากซานฟรานซิสโกไปซานดิเอโก คุณก็สามารถเลือกวางแผนเส้นทาง Road Trip ของคุณก่อนได้ ดูว่าในระหว่างเส้นทาง จะแวะนอนที่ไหน มีอะไรเที่ยวบ้าง ใช้เวลาคร่าวๆ กี่วัน ต้องลงเครื่องที่ไหน กลับที่ไหน สิ่งเหล่านี้จำเป็นมากๆ ในการเดินทางแบบ Road Trip ของคุณ

Capture

2. Go Get IDP

เมื่อคุณวางแผนให้ Road Trip สุดเจ๋งของคุณแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยคือการทำใบขับขี่สากลหรือ International Driving Permit แต่ไม่ห่วงเพราะวิธีการขอใบขับขี่สากลนั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่คุณมีใบขับขี่ของประเทศไทย เตรียมเอกสารสำคัญไว้ให้พร้อม โดยสามารถเช็คข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก หรือโทรไปสอบถามข้อมูลได้ที่เบอร์ 1584 เพียงเท่านี้คุณก็มีใบขับขี่สากลเอาไว้ให้ไปโลดแล่นใน Road Trip นี้ของคุณแล้วล่ะ

3. Pick the right car

เมื่อคุณจัดแจงด้านเอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงการเลือกรถ แม้ว่าคุณยังนั่งอยู่ที่บ้านก็สามารถวางแผนหรือหาอ่านรีวิวของบริษัทให้เช่ารถต่างๆ ในประเทศที่คุณกำลังจะไป ดูว่าเขามีรายละเอียดการใช้เช่าอย่างไร ราคาเท่าไหร่ เช่าที่เมืองหนึ่งและคืนอีกเมืองหนึ่งได้ไหม คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปมา การหาข้อมูลของบริษัทเช่ารถก่อนดีกว่าการไปหาเอาข้างหน้า เพราะคุณจะได้มีเวลาเปรียบเทียบและจะได้สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า นอกจากนี้ควรเลือกรถยนต์ที่ไม่หรูหรามากจะได้ไม่ตกเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพ เลือกรถที่มีสมรรถภาพดี หรือหากใครอยากประหยัดโรงแรมก็ลองเลือกเป็นรถบ้านไปเลยก็ได้ ยิ่งถ้าไปเป็นหมู่คณะจะทำให้คุณสนุกมากยิ่งขึ้นด้วยการตั้งแคมป์ในสถานที่ต่างๆ แต่ก็อย่าลืมหาข้อมูลความปลอดภัยในสถานที่นั้นๆ ด้วยล่ะ

4. Don’t forget the map

Capture

หนึ่งในสิ่งสำคัญเลยในการเดินทางไป Road Trip ก็คือเส้นทาง เราเชื่อว่าคุณอาจจะยังไม่คุ้นชินกับเส้นทางใหม่ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องเตรียมไปด้วยเลยคือแผนที่และ GPS ยิ่งในตอนนี้สมาร์ทโฟนก็มีแอพพลิเคชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง คุณจะดาวน์โหลดติดไว้หรือซื้อ GPS ไปเลยก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้หากคุณไม่มั่นใจ ก็ลองหมั่นหาอ่านรีวิวเส้นทาง Road Trip ที่คุณจะไปไว้ จะได้ไม่ต้องตกใจเมื่อไปถึง ที่สำคัญหากคุณหลงทางจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัว งัดวิทยายุทธ์ภาษาอังกฤษและสอบถามคนแปลกหน้าดูบ้าง เผื่อจะได้มิตรภาพใหม่ๆ ขณะเดินทาง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องระมัดระวังตัวเองให้ดีและอย่าประมาท มองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลา อย่ามัวแต่ดูวิวเพลินล่ะ

5. Organize your bag

แล้วก็มาเริ่มต้นจัดกระเป๋าไป Road Trip คุณควรศึกษาสภาพอากาศของประเทศที่กำลังจะไป จะได้จัดกระเป๋าได้ถูก หากคุณเดินทางติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมเสื้อผ้าไปพอดีหรอก ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องยกทั้งตู้เสื้อผ้าไปเลยก็ได้ คุณอาจจะเตรียมเสื้อผ้าไปให้พอดีหนึ่งอาทิตย์ แล้วหลังจากนั้นก็หาที่ซักเอาข้างหน้าหรือตามโรงแรมต่างๆ ก็จะมีบริการซักรีดให้คุณอยู่แล้ว นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือยาสามัญ ยาประจำตัว เพราะในต่างประเทศ คุณไม่สามารถซื้อยาได้หากไม่มีใบรับรองแพทย์ และที่สำคัญ อย่าลืมเตรียมเสบียงติดรถเอาไว้ตลอดเวลาอย่าได้ขาด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ขนม อาหารที่กินได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้ว่าตอนไหนคุณจะเจอร้านอาหาร แบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องหิวระหว่างทางแล้วล่ะ

6. Make your trip smarter

Capture

ก่อนที่ความสนุกจะมาเยือน อีกหนึ่งสิ่งที่คุณควรต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะเริ่มต้น Road Trip เลยคือประกันการเดินทาง คุณอาจคิดว่ามันไม่สำคัญแต่ความจริงคือเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมอุ่นใจกว่าเยอะ ลองดูประกันภัยการเดินทางจาก Allianz Global Assistance นอกจากนี้คุณยังต้องเตรียมเบอร์โทรศัพท์ ฉุกเฉินเผื่อมีปัญหาระหว่างทาง ทั้งเบอร์ติดต่อประกัน เบอร์สถานีตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ไปจนถึงเบอร์โทรศัพท์โรงแรม ร้านเช่ารถยนต์ และที่สำคัญเวลาคุณลงจากรถควรติดเอกสารสำคัญไว้กับตัว อย่าทิ้งไว้บนรถเป็นอันขาด เพียงเท่านี้ Road Trip ของคุณก็จะง่าย สบายใจ หายห่วงแล้วล่ะ!

Continue Reading
blogcover_infographic

[Infographic] ปลั๊กไฟ – ประเทศไหนใช้อะไรดี

AGA24H_infographic_powerplug

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ภาพขนาดใหญ่

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกทริป..อย่าลืมหยิบหัวปลั๊กประเทศปลายทางใส่กระเป๋า

คุณรู้หรือไม่ว่าในแต่ละประเทศที่อยู่ในแต่ละทวีปนั้นใช้เต้ารับหัวปลั๊กที่แตกต่างกัน? รวมถึงมีกำลังไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นก่อนที่เราจะเดินทางไปยังประเทศปลายทางควรศึกษาเสียก่อนว่าประเทศนั้นใช้หัวปลั๊กแบบไหนกำลังไฟเท่าไหร่เพื่อเตรียมตัวแปลงและเต้ารับที่เหมาะสมติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย

หลายคนอาจมองว่าไม่จำเป็นต้องเตรียมติดตัวไปก็ได้ เดี๋ยวค่อยไปหาซื้อที่ประเทศนั้น ๆ เลย แต่เมื่อถึงเวลาเดินทางจริง ๆ คุณอาจยุ่งหรือไม่อยู่ในสถานการณ์ที่สามารถหาซื้อได้และมันมักเกิดขึ้นในเวลาที่คุณต้องการมันจริง ๆ เช่น ในเวลาที่คุณต้องการใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวของคุณผ่านแอพพลิเคชั่น การใช้สายสนทนาแบบโรมมิ่งหรืออาจต้องการใช้โทรศัพท์ในการถ่ายรูป ถ้าคุณนำกล้องไปด้วยก็ต้องใช้ไฟในการชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปรวมไปถึงการชาร์จไฟเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาหากนำไปด้วย เป็นต้น

โชคดีที่มีเว็บที่รวบรวมข้อมูลกำลังไฟและชนิดของปลั๊กที่ใช้งานในแต่ละประเทศเอาไว้ ซึ่งสามารถเปิดดูได้ที่นี่ (http://www.iec.ch/worldplugs/list_bylocation.htm) และสำหรับประเทศที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ใต้หวัน โซนยุโรป โซนอเมริกา มีข้อมูลดังนี้

  • ไทย กำลังไฟ 220V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B/C/F
  • ญี่ปุ่น กำลังไฟ 100V 50Hz/60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B
  • เกาหลีใต้ กำลังไฟ 110V/220V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type C/F
  • สิงคโปร์ กำลังไฟ 230V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type C/G/M
  • จีน กำลังไฟ 220 V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type A/C/I
  • ฮ่องกง 220V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type G/D
  • อีนเดีย 230V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type C/D/M
  • ไต้หวัน กำลังไฟ 110V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B
  • ทวีปยุโรป หลายประเทศ เช่น รัสเซีย นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ออสเตรีย กำลังไฟ 230V 50 Hz ส่วนใหญ่ใช้ปลั๊ก Type C ร่วมกับ F และ เดนมาร์ก C/F/E/K ส่วนType G เฉพาะประเทศอังกฤษ Type C และ J เฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ Type C และE เฉพาะ ฝรั่งเศส เช็ก และเบลเยี่ยม
  • ทวีปอเมริกา  กำลังไฟ กำลังไฟ 120V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B สำหรับ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา และกำลังไฟ 120V 60Hz สำหรับบราซิล (เป็นประเทศที่ยังมีไฟฟ้าระบบ 2 แรงดันควรตรวจสอบกำลังไฟก่อนใช้งานเพื่อป้องกันเครื่องใช้ฟฟ้าเสียหาย) บราซิลใช้ปลั๊ก Type C และ N เม็กซิโก กำลังไฟ 127V 60Hz ใช้ปลั๊ก Type A/B สุดท้าย กำลังไฟ 220V 50Hz ใช้ปลั๊ก Type C/I สำหรับอาร์เจนตินา
  • ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 230V 50 Hz ใช้ปลั๊ก Type I

ทำความรู้จักกับรูปร่างหน้าตาของปลั๊ก Type ต่างๆ

ปลั๊ก Type A

Type A - http://www.iec.ch/worldplugs/typeA.htm

Type A – http://www.iec.ch/worldplugs/typeA.htm

ใช้งานในประเทศ ไทย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และบางประเทศในโซนอเมริกาอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา เป็นต้น ปลั๊ก Type A นี้คุ้นตาคนไทยเป็นอย่างดีเพราะเป็นปลั๊กที่เราใช้งานกันเป็นประจำ เป็นปลั๊กแบบมีขั้วแบนขนาดเท่ากัน 2 ขั้วสำหรับเสียบที่เต้ารับทั่วไปนั่นเอง

ปลั๊ก Type B

Type B - http://www.iec.ch/worldplugs/typeB.htm

Type B – http://www.iec.ch/worldplugs/typeB.htm

ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และบางประเทศในโซนอเมริกาอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา เป็นต้น ที่จริงเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชิ้นที่ใช้เราใช้งานกันอยู่ในไทยก็ใช้ปลั๊กแบบนี้ คือมีลักษณะเป็นขั้วแบน 2 ขั้วและขั้วกลม 1 ขั้วซึ่งเป็นขากราวด์ต่อสายดินให้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ปลั๊ก Type C

Type C - http://www.iec.ch/worldplugs/typeC.htm

Type C – http://www.iec.ch/worldplugs/typeC.htm

เป็นหัวปลั๊กมาตราฐานสากลที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งใช้กันเกือบทุกประเทศในทวีปยุโรปและในอาร์เจนตินา ปลั๊กมีลักษณะเป็นหัวกลม 2 ขั้ว สังเกตุกันดี ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยก็ยังใช้ปลั๊ก Type C กันอยู่บ้างเพราะเต้ารับในบ้านเรารองรับเจ้าปลั๊ก Type C นี้ด้วย

ปลั๊ก Type D

Type D - http://www.iec.ch/worldplugs/typeD.htm

Type D – http://www.iec.ch/worldplugs/typeD.htm

เป็นปลั๊กที่มีขั้วกลม  ขั้วและขั้วกลมใหญ่ซึ่งเป็นขากราวด์อีก 1 ขา ถูกใช้ในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ตัวปลั๊กมีความคล้ายคลึงกับปลั๊ก Type M และสามารถใช้งานร่วมกับเต้ารับของปลั๊ก Type M ได้

ปลั๊ก Type E

Type E - http://www.iec.ch/worldplugs/typeE.htm

Type E – http://www.iec.ch/worldplugs/typeE.htm

ใช้ในทวีปยุโรปบางประเทศเช่น ฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม หัวปลั๊กมีขั้วกลม 2 ขั้วและคลิปสำหรับกราวด์ 1 ด้าน ส่วนใหญ่สามารถใช้งานเสียบร่วมกับเต้ารับของปลั๊ก Type F ได้

ปลั๊ก Type F

Type F - http://www.iec.ch/worldplugs/type F.htm

Type F – http://www.iec.ch/worldplugs/typeF.htm

ใช้ในทวีปยุโรปเกือบทุกประเทศรวมถึงในบ้านเราก็สามาถพบเห็นได้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชิ้น หัวปลั๊กมีขั้วกลม 2 ขั้วซึ่งส่วนใหญ่สามารถใช้ร่วมกับเต้ารับ Type E ได้ด้วย

ปลั๊ก Type G

Type G - http://www.iec.ch/worldplugs/typeG.htm

Type G – http://www.iec.ch/worldplugs/typeG.htm

เป็นปลั๊กที่มี 3 ขั้วรูปร่างแบนที่มีส่วนปลายเป็นสามเหลี่ยมและมีฟิวส์อยู่ภายในปลั๊กเพื่อความปลอดภัย ถูกใช้ในประเทศอังกฤษ ฮ่องกง สิงคโปร์ สำหรับคนไทยที่นำเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยไปต้องเตรียมอแดปเตอร์สำหรับแปลงไฟไปใช้งานร่วมด้วย

ปลั๊ก Type H

Type H - http://www.iec.ch/worldplugs/typeH.htm

Type H – http://www.iec.ch/worldplugs/typeH.htm

เป็นปลั๊กที่เป็นประเภทพิเศษมีรูปทรงเป็นขั้วแบนทั้ง 3 ขั้ว เอียงเข้าหากัน ถูกใช้ในประเทศอิสราเอลเท่านั้นซึ่งขณะนี้ประเทศอิสราเอลกำลังเปลี่ยนไปใช้งาน Type C และ Type M ซึ่งเป็นหัวกลมทดแทนแล้ว

ปลั๊ก Type I

Type I - http://www.iec.ch/worldplugs/typeI.htm

Type I – http://www.iec.ch/worldplugs/typeI.htm

เป็นปลั๊กที่มีขั้วแบน 3 ขั้วคล้าย Type H แต่เอียงออกไปด้านข้างเป็นรูปตัว V ไม่เอียงหากัน ถูกใช้ในประเทศออสเตรเลีย จีน อาร์เจนตินา หากใช้ร่วมกับอุปกรณ์ไฟฟ้าของไทยต้องใช้ตัวแปลงไฟร่วมกับปลั๊กด้วย

ปลั๊ก Type J

Type J - http://www.iec.ch/worldplugs/typeJ.htm

Type J – http://www.iec.ch/worldplugs/typeJ.htm

ถูกใช้ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยหัวปลั๊กมีลักษณะเป็นขั้วกลม 3 ขั้ว แต่โชคดีที่เต้ารับของปลั๊ก Type J สามารถใช้ร่วมกับปลั๊ก Type C ที่มีขั้วกลม 2 ขั้ว หากนำเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยที่มีปลั๊กเป็น Type C ไปก็สามารถเสียบใช้งานได้เลยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์

ปลั๊ก Type K

Type K - http://www.iec.ch/worldplugs/typeK.htm

Type K – http://www.iec.ch/worldplugs/typeK.htm

เป็นปลั๊กที่ถูกใช้บางประเทศในทวีปยุโรป เช่น เดนมาร์ก โดยหัวปลั๊กมีขั้วกลม 2 ขั้วและขากราวด์อีก 1 ขา ซึ่งเต้ารับของปลั๊ก Type K นี้สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหัวปลั๊กแบบ Type C ได้เลยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์แปลงกำลังไฟ

ปลั๊ก Type L

Type L - http://www.iec.ch/worldplugs/typeL.htm

Type L – http://www.iec.ch/worldplugs/typeL.htm

ถูกใช้ในประเทศอิตาลี หัวปลั๊กมีขั้วกลมเรียงในแนวเดียวกัน 3 ขั้ว โดยขากลางเป็นกราวด์ ซึ่งเต้ารับของปลั๊ก Type L นั้นสามารถใช้ร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหัวปลั๊กแบบ Type C และ Type F โดยสามารถนำปลั๊กมาเสียบได้เลยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์แปลงกำลังไฟ

ปลั๊ก Type M

Type M - http://www.iec.ch/worldplugs/typeM.htm

Type M – http://www.iec.ch/worldplugs/typeM.htm

เป็นปลั๊กที่มีหัวกลม 2 ขั้วและขากราวด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าขั้วกลมทั้งสอง ถูกใช้ในประเทศแอริกาใต้และประเทศใกล้เคียง ซึ่งเต้ารับของปลั๊ก Type M สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปลั๊ก Type D ได้โดยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์แปลง

ปลั๊ก Type N

Type N - http://www.iec.ch/worldplugs/typeN.htm

Type N – http://www.iec.ch/worldplugs/typeN.htm

เป็นปลั๊กที่มีหัวกลม 3 ขา มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Type J แต่ขากราวด์อยู่ชิดกับขั้วหลักมากกว่า ปลั๊ก Type นี้ถูกใช้ในประเทศบราซิลเท่านั้น สำหรับเต้ารับของ Type N สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหัวปลั๊กแบบ Type C ได้

ปลั๊กเยอะขนาดนี้ ทำอย่างไรดี?

หลังจากศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกำลังไฟและหัวปลั๊กที่สามารถนำไปใช้งานได้ในประเทศนั้น ๆ แล้ว ก่อนอื่นคุณต้องสำรวจว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่คุณจะนำติดตัวไปนั้นมีอะไรบ้าง มีกี่ชิ้นและใช้หัวปลั๊กแบบใด หากดูแล้วไม่สามารถใช้ร่วมกับเต้ารับของประเทศนั้นได้ คุณต้องเตรียมหัวแปลงของประเทศนั้นอย่างน้อยหนึ่งอันและปลั๊กพ่วงที่มีเต้าเสียบสามารถรองรับกับจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณได้ เช่น หากคุณนำมือถือ กล้องถ่ายรูป และโน้ตบุคติดตัวไปด้วย ปลั๊กพ่วงที่มีสามช่องก็น่าจะเพียงพอ แต่หากประเทศที่คุณไปมีกำลังไฟมากกว่าคุณต้องเตรียมอะแดปเตอร์แปลงกำลังไฟใส่กระเป๋าไปด้วยอีก 1 ชิ้น และหากใครเดินทางบ่อยแนะนำให้ซื้อหาหัวแปลงแบบ Universal ติดไว้เลยราคาอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาทเท่านั้น

สำหรับแบบ Premium ที่ขายกันอย่างแพร่หลายที่สนามบินทั่วโลกราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 บาท ซึ่งเป็นแบบ All-in-one อันเดียวอยู่ ไม่ต้องค้นหาว่าประเทศนี้ใช้ปลั๊กแบบไหนเพราะสามารถใช้แทนได้ทุก Type

นอกจากนี้ยังตัวแปลงที่เป็น Port USB เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนในการชาร์จมือถือไม่ว่าที่ใดก็ตาม ซึ่งมีสนนราคาตั้งแต่ 400-1200 บาทซึ่งได้เป็น World Travel Adapter kit ของ Apple เลยทีเดียว เท่านี้คุณก็พร้อมเดินทางถ่ายรูปได้รัวๆ ไม่กลัวแบตหมดแล้วล่ะ

Continue Reading
ซื้อเลย

This is a unique website which will require a more modern browser to work!

Please upgrade today!